TARADedu

เรียนรู้ อีคอมเมิร์ซอย่างยั่งยืน

Archive for January, 2009

Thursday
Jan 8,2009

Wednesday
Jan 7,2009

การตลาดบนอินเทอร์เน็ต สำหรับโรงแรมและรีสอร์ท

เป็นที่น่าเสียดายที่บุคลากรด้านการโรงแรมจำนวนมากถูกทำให้เข้าใจว่า การมีเว็บไซต์ นั่นแหละคือทั้งหมดของการตลาดบนอินเทอร์เน็ต (Internet Marketing) พวกเขาตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมส่วนแบ่งยอดการจองห้องของพวกเขายังคงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และบุคลากรด้านโรงแรมอีกเป็นจำนวนมากสงสัยว่าพวกเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในการขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขาได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ เท่าที่ผ่านมาการมีแค่เพียงเว็บไซต์อย่างเดียวยังไม่ใกล้เคียงคำว่า “พอ”

นอกจากเว็บไซต์ที่มีการออกแบบอย่างสมบูรณ์แบบจะเป็นประโยชน์ในการผลักดันการส่งเสริมการขายเพื่อที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจแล้ว การโฆษณาโรงแรมผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต และเสิร์ชเอนจิ้น ก็นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกโรงแรม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ซึ่งผลตอบแทนจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น การตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลสำหรับทุกๆ โรงแรม

จากข้อมูลทางสถิติและข้อมูลแวดล้อมชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่า กระแสนิยมและการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้อินเทอร์เน็ตสามารถช่วยเพิ่มธุรกิจของคุณได้มากถึง 1 ใน 3 ของธุรกิจทั้งหมดและโรงแรมบางแห่งสามารถทำได้มากกว่านั้นมากๆ ทำไมจึงยังมีโรงแรมจำนวนมากที่สละกำลังความสามารถและทรัพยากรทางการเงินเพียงเล็กน้อย ให้แก่สื่อทางการตลาดที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเช่นนี้

อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (ROI) สำหรับการทำตลาดบนอินเทอร์เน็ตนั้นให้ผลที่รวดเร็วกว่าการทำการตลาดด้วยวิธีอื่นๆ เกือบทั้งหมด กล่าวก็คือโรงแรมส่วนใหญ่จะเห็นผลได้แทบจะทันทีทันใด และสิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาก็คือ การตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นสามารถทำการวัดผลได้แทบจะเบ็ดเสร็จเลยทีเดียว ซึ่งทำให้เราสามารถทำการประเมินผลงานได้อย่างรดเร็ว และ ทำการปรับเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะปรับปรุงผลลัพธ์ของการทำการตลาดให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณต้องการที่จะแสวงหาช่องทางในการทำการตลาด ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าสื่อโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต

หัวใจสำคัญ

หากกล่าวถึงการตลาดบนอินเทอร์เน็ต สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาได้เสมอก็คือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆ ของเสิร์ชเอนจิ้นในการค้นหา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอด แต่อย่างไรก็ดี มันไม่ใช่หนทางเดียวที่จะใช้ในการเผยแพร่เว็บไซต์ การทำให้เว็บไซต์อยู่บนสุดของเสร์ชเอนจิ้นในการค้นหาในขณะที่เว็บไซต์ที่แสดงออกมายังคงมีการออกแบบที่แย่ ก็เป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อันที่จริงแล้วการทำให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์เป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของงานเท่านั้น

ปัญหาของผู้เชี่ยวชาญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหา ก็คือ พวกเขามักที่จะเผยแพร่เว็บไซต์ของทางโรงแรมไปยังผู้คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือสนใจกับการท่องเที่ยว ผ่านการใช้คำหลัก (Keyword) หรือข้อความหลัก (Key-phase) ที่ไม่ดี และการแลกเปลี่ยนลิงก์ผ่านโครงข่ายการให้บริการแลกเปลี่ยนลิงก์ขนาดใหญ่ โดยที่ไม่มีความสัมพันธ์กันกับการท่องเที่ยวหรือโรงแรม ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้คิดแต่เพียงว่า ความสำเร็จของเว็บไซต์วัดได้จากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ แทนที่ควรจะเป็นจำนวนยอดการจองห้องที่ได้จากเว็บไซต์

การโฆษณาแบบจ่ายตามจำนวนครั้งที่กดเข้าไปดู (Pay-per-click) มักจะเป็นความคิดที่สอง ที่จะช่วยในการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ต แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือ เว็บไซต์ที่ทำธุรกิจการโฆษณาเว็บไซต์ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาใช้การโฆษณาแบบดังกล่าวข้างต้นมาแทนการเพิ่มความสามารถของเว็บไซต์เพื่อที่จะให้ได้สร้างผลลัพธ์ในการค้นหาที่ดี การโฆษณาแบบจ่ายตามจำนวนครั้งที่กดเข้าไปดูไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น การสร้างคำหลักสำหรับช่วยในการค้นหาแบบปกติต่างหาก ที่น่าจะเป็นจุดหมายของคุณ

การเผยแพร่เว็บไซต์ของโรงแรมไปกับเส้นทางการจราจรที่เกี่ยวข้องโดยนำเอาการวิจัย ประสบการณ์และความรู้ในการเลือกโรงแรมและกระบวนการจองห้องพักมาช่วยพิจารณาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มยอดการจองห้องได้ และสิ่งนี้สามารถวัดผลความสำเร็จของเว็บไซต์ ซึ่งมันไม่ใช่แค่จำนวนของผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์เท่านั้น

การตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต

การมีเว็บไซต์และการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ตเป็น 2 สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมาก ใครก็ตามที่ได้เคยอ่านบทความที่ผ่านมาก็จะรู้ว่า ผู้เขียนได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายในการโน้มน้าวให้บุคลากรด้านโรงแรมทำการค้นคว้าเพื่อหาว่า เว็บไซต์ของโรงแรมมีการออกแบบที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับการค้นหาและการขายหรือไม่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังมีเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับโรงแรมจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของโปรแกรมทางการตลาดผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น

การตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต คือการทำทุกวิถีทางที่จะดึงดูดผู้ที่มีความสนใจให้เข้ามาชมเว็บไซต์ และโน้มน้าวให้เขาเหล่านั้นทำการจองห้องพักกับทางโรงแรม ซึ่งมีหลายร้อยแนวทางที่จะส่งเสริมให้เกิดยอดการจองห้องพัก หรือเข้าพักโรงแรมจากข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ หากคุณเป็นหัวหน้างานในการส่งเสริมการขายทางอินเทอร์เน็ต ลองให้ทีมงานของคุณทำการเก็บรวบรวมข้อมูลและระดมความคิด เชื่อได้ว่าคุณจะได้เห็นแนวทางต่างๆ มากมาย

เริ่มต้นด้วยการแข่งขัน

หนึ่งในวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการทำเว็บไซต์ ก็คือ จะต้องทำให้เหนือกว่าคู่แข่ง ทั้งในเรื่องของการจัดลำดับในการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิ้น และในส่วนของเนื้อหาของเว็บไซต์ เพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์เช่นนั้น คุณจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า คู่แข่งของคุณกำลังทำอะไรอยู่ และเขามีอะไรที่เป็นจุดเด่น รวมถึงอะไรที่เขาเสนอให้แก่ลูกค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการใช้เวลาในการค้นคว้า ศึกษาคู่แข่ง และเทียบเคียงกับคู่แข่งในระดับองค์ประกอบต่อองค์ประกอบ

อีกสิ่งหนึ่งคือคุณจำเป็นจะต้องเข้าใจว่า คู่แข่งแบบออนไลน์ของคุณ แตกต่างไปจากคู่แข่งแบบออฟไลน์ ในการแข่งขันแบบออนไลน์ นั่นหมายความว่าคุณกำลังแข่งขันกับทุกๆ โรงแรมในเขตพื้นที่ของคุณที่มีการเชื่อมโยงกับภายนอกด้วย ไม่ใช่เพียงแค่โรงแรมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการที่ใกล้เคียงกับคุณ ในการทำการวิเคราะห์คู่แข่งแบบออนไลน์ของคุณนั้น คุณจำเป็นต้องเลือก สิ่งที่เป็นที่สุดของที่สุด และทำการให้คะแนนกับโรงแรมของคุณเอง

ต่อมาลองมาดูว่า อะไรที่คุณไม่มีแต่คู่แข่งของคุณมี อะไรที่คู่แข่งของคุณพิจารณาเป็นอันดับแรกในการส่งเสริมการตลาด เนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณได้ยกระดับโรงแรมของคุณให้เหนือกว่าคู่แข่งและดึงดูดผู้เข้าชมให้ทำการจองหรือไม่ และลองหาคำตอบให้คำถามเหล่านี้ เพราะการทำให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ทำการจองได้นั้น คือสิ่งสำคัญ

 ทุกคนชอบการต่อรอง

ลองทำการวางโปรโมชันพิเศษบนเว็บไซต์ของคุณ แต่ต้องไม่ใช่โปรโมชันที่มุ่งเน้นไปที่การลดราคา โปรโมชั่นพิเศษที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่การลดราคา การเพิ่มมูลค่าไม่ได้ทำให้สภาพชั้นของโรงแรมคุณลดลงในตลาดการแข่งขัน หรือ เป็นผลทางลบกับความน่าเชื่อถือของราคา

หลายปีที่ผ่านมา บางคนมีความคิดที่เฉียบแหลมที่จะรวมรายการอาหารเช้า หรือการใช้บริการอินเตอร์เน็ตเข้าไปกับการจองห้องพัก ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเพื่อที่จะส่งเสริมยอดขายให้ดีขึ้นด้วย มันได้รับผลลัพธ์ที่ดีมากจนกระทั่งทุกโรงแรมมีการทำแบบเดียวกัน จึงทำให้มันไม่ใช่จุดเด่นอีกต่อไป แต่กลับเป็นข้อบกพร่องมากกว่าหากไม่มีการเสนอมัน

การสร้างโปรโมชั่นพิเศษที่มุ่งเน้นไปในทางการเพิ่มมูลค่าโดยที่เจาะไปยังกลุ่มตลาดเป้าหมายที่คุณกำลังมองหา จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของโปรโมชั่นพิเศษให้มุ่งไปยังการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และ ไม่ใช่แค่การสรรหาผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับลูกค้าปัจจุบันแบบตรงๆ แน่นอนทีเดียวว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ และ กลุ่มของนักท่องเที่ยวแบบองค์กร จะมีวิธีการในการขายที่แตกต่างกันอย่างมาก การกำหนดโปรโมชั่นพิเศษของเราจะต้องวางให้ถูกกลุ่ม เพื่อที่จะเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้เกิดขึ้น

สรุปก็คือ นักท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่ มักจะเลือกโรงแรมที่พวกเค้าตัดสินใจว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุด การลดอัตราราคาห้องพักเพียงอย่างเดียว จะเป็นการทำให้ภาพพจน์ของโรงแรมด้อยค่าลงและเป็นการทำลายโครงสร้างอัตราราคาของโรงแรม

 ใช้การตลาดเชิงขออนุญาตสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

การตลาดเชิงขออนุญาต (Permission marketing) คือ การขออนุญาตจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณสำหรับการยินยอมในการส่งบางสิ่งบางอย่างให้กับพวกเขาเหล่านั้น จริงอยู่ที่กลไกการแข่งขันทำงานได้เป็นอย่างดี แต่กลไกตามปกติของการส่งเสริมการขายสามารถทำงานได้ดียิ่งกว่า การส่งข้อความเชิงเสนอแนะไปตามจดหมายข่าวพร้อมกับการนำเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆ หรือ การแจ้งแบบส่วนตัวล่วงหน้า (early private notification) สามารถโน้มน้าวใจได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างหนึ่งของข้อความที่สามารถเป็นไปได้เช่น “เรานำเสนอสิทธิพิเศษแบบใหม่ที่เหนือกว่าธรรมดา คลิ้กที่นี่ เพื่อที่จะเข้าร่วมอยู่ในรายชื่ออีเมล์ของเราเพื่อที่จะได้รับการแจ้งแบบส่วนตัวล่วงหน้าสำหรับสิทธิพิเศษของเราก่อนใครๆ”

การตลาดเชิงขออนุญาติเป็นหนทางที่ดีเยี่ยมในการสร้างฐานข้อมูลของผู้เยี่ยมชมที่สนใจเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ และจากนั้นการเจาะลึกลงไปในข้อมูลเป็นกระบวนการที่สำคัญเพื่อที่จะใช้ในการสร้างธุรกิจในอนาคต

 การใช้แฟ้มลายเซ็นเพื่อที่จะเพิ่มการเข้าเว็บไซต์

แฟ้มลายเซ็น (Signature Files) เป็นสิ่งที่ถูกใช้อ้างอิงถึงอย่างเป็นทางการเสมือนกับว่าเป็นนามบัตรแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic business card) นั่นเอง ส่วนใหญ่อีเมล์เป็นร้อยๆฉบับที่ถูกส่งจากทางโรงแรม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการลงท้ายด้วยลายมือชื่อ (Signature) บนอีเมล์ อย่างไรก็ดีการใช้แฟ้มลายเซ็นสามารถเป็นวิธีที่ดีและไม่เสียค่าใช้จ่ายที่จะนำลูกค้าไปสู่เว็บไซต์ของคุณ

 การพัฒนากลยุทธ์การเชื่อมโยง

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเกี่ยวกับ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหา ดูเหมือนจะมีแค่คำพูดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างลิงก์ การมีกลยุทธ์ในการสร้างลิงก์ที่ดีเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหา ในการจัดอันดับเว็บไซต์ มีหลายๆ Search engine ที่พิจารณาปริมาณและคุณภาพของลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณ เพื่อที่จะจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

จำไว้เสมอว่า การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Search engine นอกจากจะพิจารณาถึงคุณภาพของลิงก์ที่เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ของคุณแล้ว ยังรวมไปถึงลิงก์ที่เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ของคุณไปยังภายนอกและลิงก์จากภายนอกที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพด้านกลยุทธ์ในการสร้างลิงก์ สามารถเสริมสร้างการทำงานของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งนี้ควรจะให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจาก มันจะเป็นอันตรายและเป็นโทษอย่างมาก หากทำไม่ถูกวิธี

 ขั้นถัดไป

สุดท้ายนี้การตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต เป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ และ ด้านรู้ทางเทคนิคของอินเตอร์เนต ซึ่งประกอบด้วย การออกแบบเว็บไซต์, การพัฒนาเว็บไซต์ให้ง่ายในการใช้งาน, การโฆษณาบนเว็บไซต์ และ การขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ส่วนหลักการณ์และกลยุทธ์ของการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ตนั้นรวมไปถึง การให้บริการในวงกว้าง เช่น การทำการตลาดโดยการใช้ Search engine และ การโฆษณาแบบจ่ายตามจำนวนครั้งที่กดเข้าไปดู การแสดงโฆษณา พฤติกรรมของผู้บริโภค อีเมล์ จดหมายแจ้งข่าว และ ข่าวประชาสัมพันธ์ที่อยู่บนเว็บไซต์

ใช่แล้ว การทำตลาดในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่มีเพียงเว็บไซต์เท่านั้น แต่อินเทอร์เน็ตยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุด ราคาถูกที่สุด ที่เปิดช่องทางให้โรงแรมของคุณไปทั่วโลกและเพิ่มปริมาณการจองห้องพักให้เกิดขึ้น

 

จาก EWorld Magazine ฉบับเดือนตุลาคม 2551


อ้างอิงจาก:: www.microsoft.com/thailand/smallbusiness

Tuesday
Jan 6,2009
ธุรกิจ SMEs ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า ควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้าและคู่แข่ง จากนั้น จึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้

วัดกำลังตนเอง
การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้น ๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังเช่น กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ

มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร

สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง
รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชาย หรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร จุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้

การจัดตั้งธุรกิจ
เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้ การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่ รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไปตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล

การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่าย หรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น
การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้ พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญ และกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นันทินาถ อมรประสิทธิ์, “การดำเนินธุรกิจ SMEs,” คู่มือดำเนินธุรกิจ SMEs,


 

สมัครสมาชิก ฟรี!

Email:
Name:

Polls

ฺท่านรู้จักเว็บไซต์ www.TARADedu.com จากที่ไหน

View Results

Loading ... Loading ...

Widget