TARADedu

เรียนรู้ อีคอมเมิร์ซอย่างยั่งยืน

Archive for June, 2009

Monday
Jun 29,2009

back_link_socialการสร้าง Backlink จากการเข้าไปเพิ่มข้อมูลเว็บไซต์ของเราในเว็บไซต์ประเภท Social Bookmark เป็นวิธีในการทำ SEO แบบหนึ่งที่ทรงพลังและกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการติดอยู่ใน Top Search อย่าง Google, Yahoo และ MSN

เว็บไซต์ประเภท Social Bookmark ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าไปหาข้อมูลต่างๆ และส่วนมากจะมีค่า PR ค่อนข้างสูง และมี Traffic ที่วิ่งเข้ามายังเว็บไซต์มาก นอกจากนี้ Bot ที่มาจาก Search Engine ยังขยันมาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์เหล่านี้อีกด้วย ซึ่งโอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะถูก Bot เก็บข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูลนั้นก็มากตามไปด้วย และช่วยให้คุณสามารถปรับค่า PR ให้สูงขึ้นได้ด้วย

PR หรือ Page Rank คือ วิธีการจัดลำดับความสำคัญเว็บเพจทั่วโลกจาก Google การวัดค่าการจัดลำดับนี้ Google ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ 0-10 ยิ่งตัวเลขสูงเท่าไร ค่า PR หรือ Page Rank จะยิ่งสูงเท่านั้น และทำให้ได้รับการจัดลำดับผลลัพธ์จากการค้นหาในอันดับที่ดีจาก Google

เราสามารถทราบว่าเว็บไซต์ของเรา เว็บไซต์ต่างๆ หรือ Blog ต่างๆ มีค่า PR เท่าไร ได้โดยการดาวน์โหลดและทำการติดตั้ง Google Toolbar หลังจากติดตั้งเสร็จคุณจะสามารถเช็กค่า PR หรือ Page Rank ของเว็บไซต์ต่างๆ ได้โดยการเข้าไปที่เว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งค่า PR จะปรากฏอยู่ใน Google Toolbar ที่ได้ติดตั้งลงไป

แต่ถ้าหากไม่ต้องการติดตั้งโปรแกรม Google Toolbar ก็สามารถตรวจสอบค่า PR ผ่านบริการแบบออนไลน์ได้ เช่นที่ http://www.showpagerank.net จะมีเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถตรวจค่า Page Rank ได้ และยังมีเครื่องมือสำหรับการทำ Search Engine Optimization (SEO) อีกด้วย

วิธีการจัดลำดับ PR นั้น Google จะทำการคำนวณจากลิงก์ของเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์เรา หรือหน้าโฮมเพจนั้นๆ ของเรา ลักษณะนี้เรียกว่า Inbound Link โดยจะคำนึงถึงคุณภาพของลิงก์ที่มา ถ้าหากคุณสามารถเชื่อมต่อลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกันก็จะทำให้ค่า PR สูงขึ้นได้ และถ้าหากเว็บไซต์ที่ทำการลิงก์มาหาคุณมีค่า PR สูงๆ คุณก็จะได้ค่า PR สูงตามไปด้วย เป็นทางลัดในการเพิ่มค่า PR

การเพิ่มค่า PR คุณสามารถดำเนินการได้โดยการเข้าไปขอเพิ่มลิงก์หรือเพิ่มไดเรกทอรีลิงก์มายังเว็บไซต์หรือ Blog ของคุณ ซึ่งการเข้าไปเพิ่มข้อมูลตัวเองในเว็บ Social Bookmark ชั้นนำที่มีค่า PR สูงๆ อย่าง digg.com, Slashdot.org, 2collab.com เป็นต้น ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเข้าไปเพิ่มข้อมูลตัวเองใน Blog ด้วยการเข้าไปคอมเมนต์ใน Blog ต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้ผลตอบกลับมาที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยมากนัก แต่ก็อย่ามุ่งเป้าไปที่เว็บไซต์ที่มีค่า PR สูงๆ อย่างเดียวจนมองข้ามเว็บ Social Bookmark ที่ยังมีค่า PR ไม่สูงนักไปเพราะเว็บไซต์พวกนี้ถึงแม้แค่ PR จะยังน้อย แต่ในอนาคตก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การปรับระดับเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้อาศัยแค่ Backlink เพียงอย่างเดียว คุณอาจมี Inbound Link มาหาคุณ 50 ลิงก์ในเดือนนี้ ทำให้คุณมีค่า PR ระดับ 3 แล้วเดือนหน้าคุณไปทำการเพิ่มลิงก์อย่างนี้อีกประมาณ 100 Inbound Link แต่การปรับระดับค่า PR ในครั้งต่อไปอาจไม่ทำให้คุณมีค่า PR เพิ่มจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 เสมอไป เพราะต้องดูจากคุณภาพของลิงก์ที่เข้ามาและปัจจัยอีกหลายๆ อย่างประกอบกัน

ดันนั้นการใช้ Social Bookmark ในการทำ SEO จำเป็นต้องมีความขยันอย่างยิ่ง เพราะยิ่งคุณขยันเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บ Social Bookmark บ่อยเท่าไร มีบทความเข้าไปโพสต์บ่อยๆ (ไม่ใช่แค่ขยันโพสต์ที่เว็บไซต์ตัวเองอย่างเดียว) ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของตัวเองมากเท่านั้น เพียงแต่ว่าถ้าคุณสมัครเป็นสมาชิกกับเว็บ Social Bookmark 50 แห่ง ก็ต้องทำการโพสต์ข้อมูลเรื่องเดียวกัน 50 ครั้ง เรียกว่าต้องใช้ทั้งความอดทนและความขยัน แต่ผลที่ได้กลับมาซึ่งก็คือ Backlink ที่วิ่งเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณนั้นถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

ประเด็นสำคัญที่เราให้ความสนใจในการทำ SEO ผ่านเว็บไซต์ที่เป็น Social Bookmark คือ DoFollow และ NoFollow ซึ่งเป็นคำสั่งพิเศษ (Attribute) ที่ใช้กำกับในแทคลิงก์ เช่น

<a href=www.yourweb.com rel=dofollow>Your Web</a>

<a href=www.yourweb.com rel=nofollow>Your Web</a>

โดยมีความหมายต่างกัน ดังนี้

  • DoFollow หมายถึง ให้ Robot ของ Search Engine ไต่ตามลิงก์นี้ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยการใช้ DoFollow จะมีผลทาง Backlink และยังให้ค่า PR ไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย
  • NoFollow หมายถึง ไม่ให้ Robot ของ Search Engine ไต่ตามลิงก์นี้ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยการใช้ NoFollow จะมีผลทาง Backlink แต่จะไม่ให้ค่า PR ไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย

การจะใช้คำสั่ง DoFollow และ NoFollow สามารถใช้ได้สองตำแหน่ง คือ ตำแหน่งของ Meta Tag  เพื่อควบคุมทั้งหน้าเว็บไซต์ เช่น

<META NAME=”ROBOTS” CONTENT=”DOFOLLOW”>

ส่วนอีกตำแหน่งคือตำแหน่งของ Tag

<a href>

ซึ่งอาจใช้กำกับเป็นบางลิงก์หรือทุกลิงก์ เช่น

<a href=’www.Yourweb.com” rel=dofollow>Your Web</a>

ส่วนวิธีการเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บไซต์ตัวเองบนเว็บ Social Bookmark เหล่านี้ ก่อนอื่นต้องเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นก่อน โดยแต่ละเว็บไซต์ก็มีขอบเขตในการให้ Robot จากเว็บ Search Engine วิ่งเข้าไปเก็บข้อมูลได้ต่างกัน เช่น บางแห่ง Robot สามารถเก็บข้อมูลให้เพิ่ม URL หลักไม่เก็บข้อมูลในหน้าย่อย บางแห่งให้เก็บเฉพาะหน้า Main Page บางแห่งเปิดให้ Robot สามารถติดตามไปได้ทุกหน้าเว็บไซต์ โดยการเข้าไปเพิ่มข้อมูลสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ เบราเซอร์อย่าง Firefox สามารถเข้ามาช่วยในการทำ SEO ได้ด้วย โดยการใช้ Extensions ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ใช้กันฟรีๆ โดยนำความสามารถของเครื่องมือที่มีให้เลือกใช้มากมายนี้มาเพิ่มความสามารถในการทำ SEO ของเราได้ ซึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมและค่อนข้างมีประโยชน์อย่างมาก ได้แก่

  1. SEO Toolbar เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการค้นหาคู่แข่งและวิจัยตลาด อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกสบายในการตรวจสอบคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยม และตรวจสอบอันดับ
  2. Rank Checker ตรวจสอบอันดับของเว็บไซต์ใน Search Engine อย่าง Google, Yahoo! Search และ Microsoft Live
  3. Web Developer Toolbar เครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับนักพัฒนาเว็บไซต์ และการทำ SEO โดยเครื่องตัวนี้ทำให้สามารถจัดการ Cache, Cookies, Referrers, JavaScript, CSS ได้ง่ายขึ้น เช่น สามารถ Disable CSS บนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหน้าเว็บไซต์ถ้า Cookies ไม่ทำงาน
  4. User Agent Switcher เป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้เหมือนกับเป็น Google Bot ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการตรวจสอบการทำงานของ Search Engine
  5. Search Status เครื่องมือตัวนี้จะทำการแสดง Google PageRank, Alexa Rank, Compete Ranking และ SEOmoz Linkscape mozRank ซึ่งจะปรากฏที่ Status Bar ของเว็บเบราเซอร์ โดยจะมีเมนูให้เลือกใช้มากมาย การแสดงผลจะเหมือนกับหน้า Wikipedia ที่จะปรากฏแถบคำที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ค้นหา
  6. SEO Book Google Gadgets เครื่องมือชิ้นนี้จะยินยอมให้คุณวางเครื่องมือการทำวิจัยลิงก์ คีย์เวิร์ด และคู่แข่ง เอาไว้บนหน้าเว็บเพจของคุณโดยตรง หรือไม่ก็บนหน้า iGoogle ของคุณเอง

เครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยเอื้ออำนวยในการทำ SEO เหล่านี้ รวมทั้งความขยันในการเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บ Social Bookmark จะทำให้คุณสามารถมี Backlink กลับมายังเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดอันดับเว็บของคุณใน Search Engine ดีขึ้นตามไปด้วย

Source: Ecommerce magazine

Friday
Jun 26,2009

สวัสดีครับทุึกท่านครับ

เมื่อวานได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากทาง Amazon UK เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าคอมมิสชั่นให้กับ PPC Affiliate โดยเฉพาะครับ โดยต่อไปค่าคอมมิสชั่นของ Amazon PPC Affiliate จะขึ้นอยู่กับสินค้าในแต่ละหมวดหมู่ที่ทำโฆษณา มีดังนี้

ทั้งนี้ข่าวดีก็คือว่า ถ้าหากเราระบุว่าเราทำ Affiliate โดยผ่านทาง PPC นอกจากเราจะได้รับค่าคอมมิสชั่นตามตารางด้านบนแล้ว ค่าคอมมิสชั่นที่เราได้จะไม่ถูกจำกัดเพดานอยู่ที่ GBP 7 ด้วยครับ ดังนั้นถ้าหากเราทำโฆษณาสินค้าราคาแพง เราก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นสูงตามไปด้วยครับ

ดังนั้นต่อไป จำนวนชิ้นที่เราขายได้ก็จะไม่มีผลอีกแล้วครับ เราได้รับค่าคอมมิสชั่นตายตัวตามแต่ละหมวดหมู่ที่ลงโฆษณานั่นเอง ซึ่งทาง Amazon UK บอกว่า ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้ทาง PPC Affiliate สามารถคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายในแต่ละสินค้าได้ง่ายมากขึ้น จะได้ทำกำไรได้มากขึ้นครับ

โดยรูปแบบการรับค่าคอมมิสชั่นแบบใหม่นี้ จะเริ่มใช้งานวันที่ 1 กรกฏาคม 2552 นี้เป็นต้นไปครับ ซึ่งผมคิดว่านี่ก็คงจะเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ทำ Affiliate ให้กับ Amazon UK อยู่นะครับ เพราะว่าการไม่โดนจำกัดค่าคอมมิสชั่นอยู่ที่ GBP 7 คงจะทำให้ทุกคนสามารถทำกำไรได้มากขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ที่มา www.trawut.com

Tuesday
Jun 23,2009

เมื่อวานนี้ ผมเชื่อว่าคงมีคนตกใจกันหลายคนมาก เมื่อได้รับอีเมล์จาก Amazon UK แจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงค่าคอมมิสชั่นในการจ่ายเงิน (Updated Commission Structure) เพราะกลัวว่าทาง Amazon UK จะออกกฏห้ามทำโฆษณาผ่านทาง PPC เหมือน Amazon US อีกคนหรือเปล่า

ทาง Amazon UK เขียนมายาวมาก แต่พออ่านแล้วก็ไม่มีอะไรมากครับ โดยสรุปแล้ว มีเนื้อหาที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องดังนี้ครับ

1. ในการรับเงินแบบ Performance จากเดิมที่เราเคยได้รับ 5% - 7.5% ตอนนี้ทาง Amazon UK ได้ปรับเพิ่มให้เป็น 5% - 9% โดยเมื่อเราขายได้ 10,001 - 30,000 ชิ้นเราจะได้ 8% และ 30,001 ชิ้นขึ้นไปได้ 9% ครับ

2. ค่าคอมมิสชั่นสูงสุดที่เราจะได้รับในแบบ Performance คือ GBP 7 ในทุกๆ สินค้าครับ (แต่ก่อนจำกัดเฉพาะกลุ่ม electronics) ดังนั้นถ้าหากเราขายสินค้าราคาแพงแล้วได้ค่าคอมมิสชั่นเกิน GBP 7 ไปแล้ว แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิสชั่นเราจะเพิ่มเป็น 9% เราก็ยังจะได้แค่ GBP 7 อยู่เหมือนเดิมครับ

3. ถ้าหากเราเลือกการรับเงินแบบ Classic เราจะได้รับเงินค่าคอมมิสชั่น 4% ในสินค้าทุกชิ้น แต่จะไม่ถูกจำกัดเพดานค่าคอมมิสชั่นในแต่ละชิ้นครับ ดังนั้นถ้าหากสินค้าเราราคา GBP 1,000 เราก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่น GBP 40 ครับ (แต่ถ้าเลือกแบบ Performance จะได้แค่ GBP 7)

4. หากทำโฆษณา PPC อยู่ให้ระบุให้ชัดเจนว่าเราทำโฆษณา PPC และใน Account ที่ทำโฆษณา PPC อยู่นั้น ห้ามทำโฆษณาด้วยวิธีอื่นๆ ถ้าหากจะทำต้องเปิด Account ใหม่แยกไปทำต่างหากครับ

จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ทั้ง 4 ข้อนี้ ก็พอวิเคราะห์ได้ว่าทาง Amazon UK กำลังคิดอะไรอยู่ เช่น

1. ทาง Amazon UK ต้องการให้คนหันไปทำโฆษณาสินค้าราคาถูกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาพวกเรา (Affiliate) คงจะทำโฆษณาเฉพาะสินค้าราคาแพงๆ เพราะจะได้ค่าคอมมิสชั่นเยอะ ดังนั้นถ้าหากถูกจำกัดค่าคอมมิสชั่น ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องโฆษณาสินค้าราคาแพงๆ แล้ว ทำโฆษณาสินค้าราคาสัก GBP 50 - 100 ก็ไม่ต่างกับสินค้าราคา GBP 500 มาก เพราะยังไงก็ได้ค่าคอมมิสชั่นสูงสุดแค่ GBP 7 อยู่ดี

2. ทาง Amazon UK ต้องการประหยัดเงินที่นำมาจ่ายให้กับ Affiliate ลงไป เพราะผมคิดว่าเงินตรงนี้คงจะเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลมากในแต่ละเดือน เพียงแค่การจำกัดเพดานค่าคอมมิสชั่นสูงสุดไว้ที่ GBP 7 นี้ ก็คงจะทำให้ Amazon UK ได้เงินเพิ่มขึ้นมามากกว่า GBP 1,000,000 ในแต่ละเดือน

3. ทาง Amazon UK ต้องการตรวจสอบดูสถิติค่าคอมมิสชั่นทั้งหมดที่ PPC Affiliate ทุกคนทำได้ จึงได้พยายามแยก Account ที่ทำโฆษณาบน Paid Search ออกมาต่างหากจากการทำโฆษณาวิธีอื่นๆ เพราะน่าจะสังเกตเห็นชัดเจนว่า PPC Affiliate คือ กลุ่มที่ทำเงินได้เยอะมาก

ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งหมดนี้ก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรครับ เพราะทาง Amazon DE ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาใช้รูปแบบนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วครับ ซึ่งพอเห็นว่าดี จึงมาปรับใช้กับ Amazon UK บ้างครับ

ผมเชื่อว่าคงคิดมากอยู่ในเรื่องนี้ครับ แต่ผมก็ขอบอกว่า “อุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อย่ามัวเสียเวลานั่งกลุ้มใจ เอาเวลาไปคิดแก้ไขปัญหาดีกว่าครับ”

ที่มา www.trawut.com

สมัครสมาชิก ฟรี!

Email:
Name:

Polls

ฺท่านรู้จักเว็บไซต์ www.TARADedu.com จากที่ไหน

View Results

Loading ... Loading ...

Widget