คิดว่าคุณผู้อ่าน POSITIONING คงรู้จักหรือใช้งาน Twitter กันอยู่บ้างแล้วนะครับ ระยะนี้กระแสของการอัพเดตว่า ?เรากำลังทำอะไรอยู่? ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกกันว่า Micro-blogging อย่าง Twitter, Plurk, Dipity, Yammer (เน้นใช้ในองค์กร) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ต้นไอเดียคือ Twitter ด้วยเจ้าตัว Micro-blogging นี่เองที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบตัวได้ลึกมากขึ้น ลึกยังไง ลองนึกภาพตามนะครับทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกับแฟนกันได้หลายทาง จะใช้อีเมล จะเขียนบล็อก หรือจะโทรศัพท์ไปก็ทำได้หมด แต่ว่ามันมีช่องว่างในการสื่อสารอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า เราคงไม่เมลไปบอกเพื่อนเราแน่ๆ ว่า ?ตอนนี้กินกาแฟอยู่? ?ตอนนี้นั่งรอลูกค้าอยู่? เพราะเพื่อนอาจจะงงว่าเราจะส่งไปทำไม และตรงนี้เองที่ Micro-blogging อย่าง Twitter เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี่เอง
ทุกวันนี้มีคนใช้ Twitter ทั่วโลกนับล้านราย ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในแบบเฉพาะทาง และด้วยความแตกต่างตรงนี้นั่นเองที่ทำให้นักการตลาดหลายคนสามารถใช้มันเป็น เครื่องมือในการทำการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้ แต่การสร้างแบรนด์ผ่านทาง Twitter นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมันสักนิดนึงก่อนว่า
Twitter ค่อนข้างเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ทำอะไรในรูปแบบของบริษัท ที่ดูเป็นงานเป็นการจะไม่ค่อยเวิร์ค อีกทั้งมันยังมีสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ง่ายๆ เหมือนภาษาพูดคุยกับเพื่อน การสร้างแบรนด์ด้วย Twitter ที่น่าสนใจจึงมีอยู่ประมาณ 5 แบบ
1. แจ้งข่าว
ถ้าหากว่าบริษัทของเรากำลังมีข่าวอะไรจะอัพเดตกับคนทั่วไป ก็ใช้ Twitter แจ้งข่าวได้ครับ ถ้าคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา เขาอยากติดตามเราอยู่แล้ว การแจ้งข่าวแบบนี้ควรทำให้บ่อยหน่อย อย่างน้อยก็วันละครั้ง เพื่อให้สมาชิก Twitter รู้สึกได้ว่าคุณมีความเคลื่อนไหว แต่การแจ้งข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่กระทบในระดับบุคคลสักหน่อยนะครับ เช่นมีสินค้าใหม่ออกแล้ววางขายที่ไหน อันนี้พอได้ แต่ถ้าข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือออกแนว PR แบบเก่าๆ อันนี้ไม่เหมาะครับ
2. Customer Support
บางทีการตอบคำถามลูกค้าก็ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างเช่นถ้าหากว่าเราเป็น Home Depot แล้วเราเข้าไปใน Twitter เปิดให้คนถามเรื่องการซ่อมแซมบ้านทำอย่างไร เราก็เข้าไปตอบคำถามลูกค้า เช่น ลูกค้าถามว่า ?ประตูห้องน้ำเสียจะแก้ไขเบื้องต้นยังไงได้บ้าง? เราก็ตอบคำถามลูกค้าทางนี้พร้อมกับลิงค์ภาพและวิธีการซ่อมแซมประตูในเว็บของ เราทาง Twitter นอกจากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนพอใจได้แล้ว ลูกค้ายังอาจติดต่อเราเพื่อซื้อสินค้าของเราเพิ่มเติมอีกก็ได้ อันนี้ที่อเมริกาเขามีอยู่จริงๆ นะครับ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://twitter.com/TheHomeDepot
3. Feedback
บางทีถ้าหากว่าเรานั่งรอลูกค้าโทรมาหาเราอย่างเดียวทางโทรศัพท์ก็พอได้ นะครับ แต่จะดีมากถ้าหากว่าเรามีทีมงานที่คอยตอบ คำถามลูกค้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ ทาง Twitter ที่ตอบได้เลยทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าต้องมานั่งคอยเรา หรือนั่งฟังเครื่องตอบรับ ?กดหนึ่งเพื่อเลือกบริการ กดสองตามด้วยเครื่องหมายดอกจัน? อันนี้เห็นบางบริษัทในเมืองไทยทำกันแล้ว
4. มี Special Offer ให้บ้าง
ถ้าหากว่าบังเอิญคุณมีอะไรพิเศษ เช่น ลดราคาสินค้าพิเศษ (จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ลดกันทุกเดือน) ที่เราคิดว่าน่าจะแรงพอที่คนจะสนใจและตัดสินใจทันที เช่นลด 70% ล้างสต๊อก หรือรับสิทธิ์จอง iPhone ก่อนใคร แบบนานๆ ที แล้วลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่โฆษณา
5. ข้อความบ้าๆ
ส่งข้อความที่ทำให้สนุกและเป็นกันเองเข้าไว้ อาจไม่ต้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเราค่อนข้างเรียกร้อง ความเป็นกันเองสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนไทย อันนี้ขอแนะนำครับว่าบางทีมันต้องมีลูกบ้ากันบ้างครับ
อย่างผมเองปกติเคย ?Tweet? แต่เรื่องของบริษัทวันนึงพอเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการ์ตูนที่พนักงานที่บริษัท ดูกันตอนพักเที่ยง ปรากฏว่ามีคนสนใจเพียบเลย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยแต่ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิต จิตใจ มีลูกบ้า และที่สำคัญเขาอาจรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในแบบของการพูดคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท แต่เขากำลังคุยกับคนคนนึงที่มาจากบริษัทนี้ และคนคนนี้ก็เป็นคนธรรมดา
แต่ท้ายที่สุด Twitter ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หัวใจสำคัญของการสื่อสารอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของเนื้อหาที่เราต้องการ เราต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง สำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึม Twitter ก็อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ครับ อันนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
กรณีศึกษา Starbucks
http://twitter.com/starbucks
ที่ Starbucks ในอเมริกาจะมีพนักงานคอยตอบคำถามลูกค้าอยู่ โดยทางบริษัทจะใช้ Twitter
เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้าอีกทางหนึ่ง เพราะมีทีมงานอยู่แล้ว ก็เพียงจัดเอาพนักงานบางส่วนมาคอยตอบคำถามทาง Twitter เพิ่มเติม โดยพนักงานของ Starbucks จะมีวิธีการตอบ รวมถึงการชวนลูกค้าคุยว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบดื่มกาแฟแบบไหน ใส่กาแฟกี่ช้อน ทำงานสาขาอะไร ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ในหน้าโปรไฟล์มันจะดูออกเป็น Corporate แต่ถ้าเราคุยแบบเป็นกันเอง ดูสบายๆ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็จะสอดคล้องกับที่ Starbucks วางไว้คือ สบาย รีแลกซ์ เป็นกันเอง เหมือนลูกค้าคุยกับคนนะครับ ไม่ได้คุยกับหุ่นยนต์
นอกจากนี้ทาง Starbucks ยังเปิด Twitter Account อีกอันเพิ่มที่ชื่อว่า http://twitter.com/MyStarbucksIdea ที่ใช้สำหรับให้ลูกค้าเสนอฟีดแบ็กเข้ามา ส่งลิงค์ไปที่ http://mystarbucksidea.force.com เว็บที่ลูกค้าสามารถร่วมกับบริษัทในการปรับปรุงบริษัทอีกด้วย
Tips & Tricks
- คำนึงถึงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ของเราให้ดีว่าเราเหมาะจะใช้ Twitter หรือไม่ สินค้าบางอย่างอาจจะเหมาะกับ Twitter อย่างเช่น เราเป็นสปา เพราะเน้นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สบายๆ ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายกับแบรนด์
- ใช้สีแบ็กกราวนด์ของหน้า Twitter ของเราให้สอดคล้องกับสีของแบรนด์เรา
- สร้างลิงค์จากหน้าโปรไฟล์ไปที่เว็บไซต์ของเรา เพราะมันคือการโฆษณารายละเอียดของสินค้าและบริการของเราแบบไม่ยัดเยียด
- พยายามอย่าส่งข้อความอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อคนอ่าน ยกเว้นว่าคุณต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแบบที่คุณต้องการให้เป็น
- สื่อสารด้วยภาษาพูด อย่าใช้ภาษาทางการแบบ Corporate
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ร่วมวงการ การหารายได้ออนไลน์ ที่แวะเวียนเข้ามาที่บล็อกห่งนี้ ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าๆ ( ที่เริ่มจะบ่นในใจว่า ผมหายไปไหน ไม่ค่อยมาอัพเดตบล็อกเลย หุหุ) ยังไงก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เหตุผลของผมอาจฟังดูตลกๆ ผมยุ่งๆกับการร่วมกิจกรรมกับครอบครัว ( พื้นฐานของสังคม อะนะ) และเดินสายเชียร์บอล หุหุ และออกธรรม ในทุกๆสุดสัปดาห์ ครับ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ผมจะพยายามหาเรื่องราวดีๆรวททั้งความเคลื่อนไหว เทคนิคใหม่ๆมาอัพเดตให้เพื่อนๆได้อ่านกันเยอะๆ(เงินจะได้มาแยะๆเน๊อะ หุหุ) เพื่อเป็นการชิมลางตามกระแส ความผิดหวัง!!!! ใช่แล้วครับ กระแสะผิดหวัอย่างรุนแรงของ Affiliate Marketers รุ่นเดอะที่ใช้ PPC Pay per Click ในการเจาะคีย์เวิร์ด เพื่อขายสินค้าให้กับ Amazon.com มาเป็นเวลาหลายปี ต้องใจสลายไปกับกฎใหม่ ที่ห้ามโปรโมท ffiliate Links ผ่าน PPC ครับ หุหุ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายๆท่าน ต้องปรับเลี่ยนกันจนวุ่นวายพอสมควรครับ แต่สำหรับเหล่า Affiliate Marketers สาย SEO (Search Engine Optimization) ยังไม่มีผลกระทบครับ (โชคดีที่ผมเน้นสายนี้ แถวๆบ้านผมเรียกว่าสายถึก!!) ยังไงก็ขายได้ครับแม้จะทำอันดับใน SERP (Serach Engine Result Page) ยากมากก็ตาม แต่ผมว่ามันคุ้มค่านะครับ
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ วันนี้ผมมีทางเลือกใหม่ๆมานำเสนอสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะทำ Affiliate กับ Amazon.com ครับ ในรูปแบบที่เน้นการทำ SEO โดยใช้ เว็บไซต์หรือบล็อกเป็นตัวโปรโมทสินค้าครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีหลายรูปแบบในการทำ เช่น กรใช้ บล็อก Wordpress ในการสร้างบล็อกแล้วโปรโมท ด้วย SEO หรือการใช้ Script ดึงข้อมูลออกมาเป็นเว็บไซต์!!!! ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาเยอะมากๆ แต่วันนี้ผมจะขอแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จัก AOM Associate-O-Matic เป็น สคริปท์ ที่มีมานานแล้วครับ ได้รับความนิยมและมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ซึ่งหน้าตา หน้าร้าน Store Page ก็จะเหมือนเว็บไซต์รวมสินค้าดีๆนี่เอง ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์นี้นะครับ http://www.upmyalley.us/ นี่คือหน้าตาที่มีการปรับแต่งแล้วครับ

ซึงหน้าตาของมันสามารถปรับแต่งได้ (บางเว็บไซต์สวยมากๆ ) สำหรับรายได้ของ AOM Associate-O-Matic นั้นมีเพือนๆหลายๆคนสามารถทำรายได้ที่สูง และมีรายได้จาก AOM Associate-O-Matic กันพอสมควร ซ฿่งมันก็จะขึ้นอยู่กับการทำการโปรโมทและ SEO ครับ
สำหรับวันนี้ผมจะขอเพียงแค่แนะนำ AOM Associate-O-Matic แนะนำให้ตามไปอ่านที่ เว็บบอร์ดชมรมครับ SEM.or.Th
ปล. รายละเอียด ของ AOM Associate-O-Matic นั้น สคริปท์ตัวนี้มีแบบใช้ฟรีและเสียเงินครับ แบบเสียเงินใช้ Function ได้เต็มครับ
ทรงชัย ณะอำภัย (ต๊ะ)
“ของสะสม” สิ่งใกล้ตัวที่มีคุณค่าทางจิตใจ และยังสามารถสร้างมูลค่าได้หากของสะสมชิ้นนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของผู้อื่น และยังจะเพิ่มมูลค่าขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันตก
เช่นเดียวกับธุรกิจของอีเบย์ที่เริ่มต้นขึ้นจากของสะสมเช่นกัน โดยอีเบย์ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งในขณะนั้นปิแอร์ เอ็ม โอมิดด์ยาร์ ซึ่งมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องการเอาใจภรรยาที่มีงานอดิเรกเป็นนักสะสมตัวยง โดยเธอได้สะสมตัวตุ๊กตาสำหรับใส่ลูกอมยี่ห้อ PEZ แต่เธอยังมีไม่ครบคอลเล็กชั่น สามีของเธอจึงใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตค้นหาสิ่งของที่เธอชอบสะสม และประมูลมาให้
ต่อมาเขาก็เริ่มเขียนโปรแกรมสำหรับเว็บไซต์ประมูลสินค้าบ้าง และตั้งอีเบย์ขึ้นมาในเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยในช่วงแรกนายปิแอร์ต้องการตั้งชื่อเว็บไซต์ว่าเอ็คโคเบย์ดอทคอม (EchoBay.com) แต่ได้มีคนจดทะเบียนเว็บไซต์ไว้แล้ว จึงได้ย่อชื่อกลายมาเป็นอีเบย์ดอทคอม (eBay.com) ดังเช่นปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าของสะสมชิ้นเล็กๆ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจมูลค่าพันล้านเหรียญขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นของสะสมสมัยเด็กๆ หรือของเก่าเก็บที่อยู่ในบ้าน อาจจะเป็นสิ่งที่นักสะสมกำลังตามหาอยู่ก็ได้ เช่น เหรียญ ธนบัตร แสตมป์ กล่องขนมปังเก่าๆ กรอบแว่นตาเก่าๆ กางเกงยีนส์ กรอบรูปสมัยสงครามโลก จักรยานสมัยเจ้าคุณปู่ที่ดูเหมือนจะไม่มีมูลค่า เกือบนำไปทิ้ง แต่ถ้านำไปประมูลอาจจะสร้างเม็ดเงินนับแสนให้กับคุณได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเริ่มที่จะขายของสะสมบนอีเบย์ นอกจากจะต้องมีของสะสมของตัวเองที่พร้อมจะนำมาจำหน่ายแล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีเสาะหาของสะสมใหม่ๆ มาเพิ่มเติม รู้แหล่งที่มาของสะสม มีวิธีการเจรจาต่อรองกับเจ้าของเพื่อให้ได้สินค้ามาในราคาไม่สูงมากนัก รู้จักการเลือกสินค้า ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจในสินค้าหรือก็คือของสะสมที่คุณขายในแต่ละรายการเป็นอย่างดี มีข้อมูลที่เป็นจริงไปนำเสนอขาย เพราะเมื่อนักสะสมตัวจริงเข้ามาดูแล้วจะได้พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
แน่นอนว่าในตลาดกลางอย่างอีเบย์ไม่ได้มีแค่คนขายเท่านั้น แต่ยังมีคนที่รับซื้อของเก่า ของสะสมอยู่ในตลาดอีกมากด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้คุณมีคู่แข่งในสินค้าประเภทเดียวกัน ดังนั้นก่อนจะทำการค้าก็ต้องมาเตรียมตัวกันสักนิดเพื่อให้หน้าร้านที่สร้างขึ้นมามีสินค้าที่แตกต่างจากเดิมที่มีอยู่ และสร้างข้อได้เปรียบในการจำหน่ายสินค้าของตัวเอง
บนอีเบย์ได้มีการจัดกลุ่มสินค้าประเภทของสะสมไว้เป็นหมวดหมู่หลักอันหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งในหมวดนี้ได้แยกประเภทของสะสมต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียดพอสมควร เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถเลือกสินค้าที่ต้องการซื้อหรือขายได้อย่างสะดวกที่สุด
หมวดหมู่ของสะสมที่จัดแบ่งไว้ อาทิ หมวดภาพโฆษณา หมวดผ้า หมวดโลหะ หมวดสัตว์ หมวดภาพแอนิเมชั่น หมวดสินค้าเกี่ยวกับทหาร หมวดเครื่องเล่นเกม หมวดกระดาษ หมวดอุปกรณ์ที่ใช้ในบาร์ หมวดทางด้านการเงิน หมวดเครื่องเขียน หมวดภาพโปสการ์ด หมวดวิทยุ ทีวี โทรศัพท์ หมวดนาฬิกา หมวดเครื่องประดับ และที่พลาดไม่ได้คือหมวดสินค้า PEZ ที่ภรรยาผู้ก่อตั้งชื่นชอบก็ถูกจัดเป็นสินค้าหมวดหนึ่งด้วย
ทีนี้คุณก็ลองดูว่าสินค้าที่มีอยู่ในมือนั้นเข้าข่ายกับหมวดสินค้าประเภทไหน จากนั้นก็ลองศึกษาการตั้งราคาขาย ชนิดสินค้าที่วางจำหน่าย ลักษณะการถ่ายภาพสินค้าที่นำมาโพสต์แล้วมีคนให้ความสนใจ ซึ่งภาพถ่ายมีผลกับการตัดสินใจซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ศึกษาแล้วก็อย่าคิดนาน วิเคราะห์นาน ให้รีบลงมือทำการขายเลยจะดีกว่า
ซึ่งถ้าสินค้าของคุณมีความแตกต่างจากที่มีขายอยู่แล้วในตลาดก็ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาให้ถูก เพราะถึงอย่างไรก็มีโอกาสขายได้ แต่ถ้าสินค้าของคุณไม่ได้แตกต่างไปจากที่มีอยู่ก็ต้องพยายามหาสินค้าที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อให้สามารถตั้งราคาขายที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกันเพื่อสู้กับรายอื่นแต่ก็ยังมีกำไรพอสมควร
เป็นเรื่องจริงที่ว่าคุณสามารถขายของสะสมได้ในทุกห้องทุกหมวดที่มีอยู่ในอีเบย์ ตั้งแต่ขวดพริกไทยในห้องทานอาหารเย็น นาฬิกาติดฝาผนังบนออฟฟิศ เครื่องเงิน ชุดเซรามิกในห้องอาหาร แต่ที่คุณต้องรู้มากไปกว่านั้นก็คือ สินค้าประเภทไหนที่คนนิยมค้นหาและกำลังได้รับความนิยมในการเก็บสะสม
การพิจารณาสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม อาจจะใช้การสังเกตจำนวน Bid ว่ามีการเข้ามาทำการ Bid ไปแล้วกี่ครั้ง ซึ่งตัวเลขนี้ปกติจะมีอยู่แล้วที่ช่องแสดงสินค้า หรือจะใช้เวลาลองศึกษาตลาดจริง และพฤติกรรมผู้บริโภคจริงๆ ว่าสนใจซื้ออะไรด้วยการสอบถามจากเพื่อนๆ คนรู้จัก หรือคนทั่วไปทั้งไทยและเทศว่าเขานิยมสะสมอะไรบ้าง เพราะของบางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะมีคนเก็บสะสมกัน
สินค้าที่เป็นของสะสม ยิ่งสึกหรอน้อยเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้วิธีการจัดเก็บ หยิบจับ และรักษาสินค้าแต่ละชนิดให้ชำรุดน้อยที่สุด เพื่อยังคงสภาพที่ดีอยู่ได้แม้เวลาจะผ่านไป หรือสินค้าบางอย่างถ้ายังอยู่ในสภาพเหมือนใหม่ ไม่เคยแกะกล่องออกมาใช้งานเลยก็จะยิ่งมีมูลค่าที่สูงมากขึ้น
อย่างเช่น ตุ๊กตาบาร์บี้ หรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเป็นตุ๊กตา Blythe ที่กำลังนิยมกันสุดๆ แต่ตุ๊กตาอย่าง Lumi Doll ที่มาใหม่ก็กำลังมาแรงเช่นกัน ซึ่งสินค้าเหล่านี้บางชนิดมีตำนานมาหลายสิบปี แต่บางชนิดก็เกิดใหม่และกำลังอยู่ในกระแสนิยม แต่สำหรับนักสะสมแล้วบางครั้งตำนานก็ไม่ได้มีความหมายต่อความรู้สึกเท่ากับคำว่าครบคอลเล็กชั่นครบทุกแบบ ยิ่งเป็นรุ่น Limited Edition ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและคุณค่าทางจิตใจให้ผู้สะสม
ดังนั้นถ้าสินค้ายังอยู่ในหีบห่อ ชำรุดน้อย สึกหรอน้อยเท่าไรยิ่งขายได้ราคาแพง และยิ่งถ้ามี Accessories ครบ หรือมีเพิ่มเติมเป็นพิเศษก็จะสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้ อย่างสมัยเด็กๆ ที่เล่นตุ๊กตากระดาษ ก็มักจะมีการวาดชุดตุ๊กตาขึ้นมาเพิ่มเอง หรือตุ๊กตาพลาสติกราคาไม่กี่สิบบาท เราก็มักจะเย็บชุดขึ้นมาให้เพิ่มจากเดิมที่มากับตุ๊กตา ซึ่งก็อยู่ที่ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน ซึ่งชุดเหล่านั้นหลายๆ คนยังเก็บในกล่องอย่างดี อยู่ในที่แห้ง ไม่โดนความชื้น จึงยังรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้
หรืออย่างแสตมป์ ที่หลายๆ คนมักจะชอบสะสมกัน จะมีรูปแบบการสะสมหลักๆ เลยคือ เก็บสะสมแสตมป์ที่ใช้แล้ว กับเก็บสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ ความยากของการสะสมก็อยู่ตรงที่ว่า แสตมป์ที่ใช้แล้วนั้นเรามักจะเก็บได้ไม่ครบคอลเล็กชั่น เพราะแสตมป์ส่วนใหญ่ที่ได้มาจะมีราคาหน้าดวงต่ำ ซึ่งเป็นอัตราค่าฝากส่งไปรษณีย์ที่ใช้กันภายในประเทศ แต่การเก็บสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้นั้นส่วนใหญ่จะเก็บได้ง่ายกว่า แต่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อหามา ซึ่งแสตมป์บางชุดได้บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญเอาไว้ บางชุดก็หายากยิ่ง ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะยิ่งทวีคุณค่า เพราะแสตมป์บางดวงอาจเหลือเพียงหนึ่งเดียวในโลก
วิธีการเก็บรักษาแสตมป์ที่ใช้แล้วก็แค่ตัดแสตมป์ให้ห่างจากฟันแสตมป์ประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วนำไปแช่น้ำสะอาด ไม่นานนักแสตมป์จะหลุดออกมา จากนั้นนำแสตมป์ไปผึ่งบนกระดาษที่ซับน้ำได้พอควร แสตมป์จะแห้งหมาดๆ แล้วให้นำแสตมป์ไปใส่ในสมุดหนาๆ ทับไว้ แสตมป์จะเรียบและแห้งสนิท
ส่วนอุปกรณ์ที่ช่วยในการเก็บสะสมแสตมป์ค่อนข้างมีความจำเป็น เพราะจะช่วยรักษาสภาพของแสตมป์ให้เก็บไว้ได้นาน เช่น อัลบัมเก็บแสตมป์ ปากคีบแสตมป์ ที่ใช้หยิบหรือจับแสตมป์แทนมือ เพื่อป้องกันเหงื่อหรือความชื้นของร่างกายไปทำปฏิกิริยากับกาวที่อยู่ด้านหลังแสตมป์ ทำให้เป็นจุดเหลืองๆ ที่เรียกว่า “สนิมแสตมป์”
ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ก็จะมีวิธีการเก็บดูแลรักษาที่ต่างกันไป ซึ่งนักขายต้องทำการศึกษา โดยทักษะเหล่านี้จะมาช่วยให้คุณสามารถเลือกสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เพื่อไปขายต่อในภายหลังได้ด้วย
เมื่อมีสินค้าอยู่ในมือแล้ว จะชักช้าอยู่ไย เข้าไปสมัครสมาชิกแล้วเปิดหน้าร้านกันเลย ซึ่งการขายของบนเว็บไซต์นั้นอย่าลืมว่ารูปถ่ายมีความสำคัญ ดังนั้นจึงควรถ่ายหลายๆ ภาพ หลายๆ มุม พยายามให้เห็นรายละเอียดของสินค้าให้มากที่สุด เพื่อความง่ายในการตัดสินใจ ส่วนรายละเอียดที่บรรยายประกอบสินค้านั้นควรเขียนให้กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ต้องพรรณนามาก แต่ต้องแน่ใจว่ามีข้อมูลพื้นฐานข้อมูลครบถ้วน ทำตัวหนาในหัวข้อเรื่อง และเนื้อหาที่มีความสำคัญ เช่น น้ำหนัก ขนาด ราคาขาย เงื่อนไขการซ่อมแซมหรือคืนสินค้า
ส่วนการตั้งหัวข้อเรื่องนั้น พยายามคิดว่าเวลาที่คนทำการ Search นั้นจะใช้คีย์เวิร์ดคำไหนในการค้นหา โดยคุณควรใส่คีย์เวิร์ดเหล่านั้นลงไปในหัวข้อ เพื่อช่วยให้การค้นหาสินค้าทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณสามารถดูคำยอดนิยม (Popular Searches) ที่ผู้เข้ามายังเว็บไซต์นิยมค้นหาได้ที่ http://pulse.ebay.com/ หากต้องการทราบคำยอดนิยมของสินค้าหมวดไหนสามารถคลิกเลือกได้ตามต้องการ
มาเริ่มเป็นพ่อค้า แม่ค้า กันตั้งแต่วันนี้ ด้วยสินค้าใกล้ตัวที่อาจดูไร้มูลค่า แต่เป็นมีค่าทางจิตใจสำหรับผู้อื่นกันดีกว่า
ที่มา : Ecommerce Magazine