และแล้วปรากฏการณ์ของคุณป้าชาวอังกฤษ วัย 47 Susan Boyle ก็ช่วยตอกย้ำถึงอำนาจของการบอกต่อผ่านออนไลน์ว่ามันยิ่งใหญ่อย่างที่ใครๆ หลายคนคาดไม่ถึง… ป้า Susan กลายเป็นคนดังระดับโลกในชั่วสัปดาห์เดียว เพราะวิดีโอการประกวดร้องเพลงที่เธอเข้าร่วม ในรายการ Britain’s Got Talent ฤดูกาลที่ 3 ในเพลง I dreamed a dream ถูกนำขึ้นให้ได้ฟังกัน ผ่าน www.youtube.com ทำเอาผู้ที่ได้ฟังได้ชมต่างพากันอึ้งทึ่งเสียว เหมือนกับคณะกรรมการตัดสินในห้องส่งที่เคยปรามาสเธอว่า ช่างไม่ส่องกระจกดูตนเองเลย แต่พอได้ยินพลังเสียงเท่านั้นถึงกับตกตะลึงพึงเพริดไปตามๆ กัน จนกระทั่งเธอผ่านการประกวดรอบแรกไปแบบฉลุย
เมื่อผู้ชมเหล่านั้นได้ดูวิดีโอของคุณป้า ต่างพากันชื่นชอบและแนะนำให้เพื่อนๆ ฟังต่อๆ กันไป จนกระทั่งเพียง แค่ 2 สัปดาห์หลังจากนำขึ้นออนไลน์มียอดผู้ชมมากกว่า 100 ล้านครั้ง ถือเป็นสถิติใหม่ของโลก และถือเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงพลังที่ซ่อนเร้นของโลกออนไลน์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้
แต่กรณีของ Susan Boyle ไม่ใช่กรณีแรก ก่อนหน้านั้น Wei Wei และ Huang Yixin 2 นักศึกษาชาวจีนจาก สถาบันศิลปะแห่งกวางโจว ได้เคยทำปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยพวกเขาเรียก กลุ่มของตนเองว่า Back Dorm Boys ได้ทำการร้องลิปซิงค์อัดเป็นวิดีโอโดยความตั้งใจในตอนแรกต้องการเพียงความสนุก สนาน วิดีโอแรกของพวกเขาถูกนำเสนอผ่านเครือข่ายภายในสถาบันของพวกเขาในเดือนมีนาคม 2005 ในเพลง “As Long As You Love Me” ของ Backstreet Boys นักศึกษาคนอื่นๆ พากันชอบใจมากจึงช่วยๆ กันเผยแพร่วิดีโอออกไป รวมทั้งการนำขึ้น www.youtube.com ปรากฏว่า ผู้ชมชื่นชอบขนาดที่ว่ามีคนดูคลิปวิดีโอของพวกเขามากกว่าเพลงต้นฉบับของ Backstreet Boys ถึง 5 เท่า และมีผู้ชมมากกว่า 60 ล้านคนจากประเทศจีนและทั่วเอเชีย จากนั้นพวกเขาทั้งสองรวมถึงเพื่อนอีกคน Xiao Jing ที่เอาแต่นั่งหันหลังให้ผู้ชมเพราะตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกม “Counter-Strike” โด่งดังไปทั่วโลก จนกระทั่งทาง Motolora ได้เชิญทั้งสองมาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาและเป็นเจ้าภาพของการจัดประกวดลิปซิงค์ทั่วประเทศและยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเว็บไซต์อันดับหนึ่งของประเทศจีนอย่าง www.sina.com อีกด้วย ปัจจุบันทั้งคู่ยังทำวิดีโอ ลิปซิงค์กับทาง Taihe Rye รวมไปถึงเริ่มเรียนรู้ที่จะร้องเพลงและเต้นอีกด้วย
สำหรับกรณีศึกษาของไทยเราก็มีครับ กลุ่ม Phoenix-29 ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบริการ “รับจ้างส่งความรัก” ผ่านทาง phoenix-29.hi5. com ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร นอกจาก การส่งดอกไม้แล้ว ยังอ่านจดหมายพร้อมร้องเพลงและเต้นตามที่ผู้ส่งดอกไม้ต้องการให้ทำ ปรากฏว่ามีการอัดวิดีโอและนำขึ้นให้ชมทาง www.youtube.com และก็ไม่ต่างจาก Susan Boyle และ Back Dorm Boy กลุ่ม Phoenix-29 ก็โด่งดังไปทั่วฟ้าเมืองไทย โดยมีคนเข้าไปที่ www.youtube.com เพื่อเข้าชมถึง 5 แสนครั้งในเดือนเดียว ถึงขนาดที่รายการทีวีต่างๆ พากันมาสัมภาษณ์ และเข้าไปมีส่วนร่วมในมิวสิกวิดีโอเพลงรถเมล์ของวง P2WAR SHIP อีกด้วย โดยส่วนตัวผมเห็นว่า กลุ่ม Phoenix-29 มีเป้าหมายในด้านธุรกิจที่ชัดเจนกว่า Back Dorm Boys เสียอีก เนื่องจากเข้าใจในความสำคัญของสื่อออนไลน์และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำมาหากิน จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศ แต่ขณะที่ Back Dorm Boys เริ่มต้นเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น
อันที่จริงอิทธิพลของปากต่อปากนั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่จะเกิดอินเทอร์เน็ตมานานแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลักษณะของสังคมที่มีการแบ่งปัน นั้นคือการที่คนเราเมื่อเจออะไรที่ประทับใจ ก็มักจะบอกต่อเพื่อนๆ ให้ได้รู้ ที่พอพูดกันไปพูดกันมา ก็รู้กันไปทั่ว แต่ถึงกระนั้น ความแพร่หลาย ของข้อมูลข่าวสารจะกระจายอยู่ในสังคมหนึ่งๆ หากไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจจริงๆ ก็ยากที่จะรู้กันในระดับประเทศ ยิ่งถ้าในระดับโลกแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น พรม แดนของข่าวสารถูกทลาย แต่เริ่มเดิมทีการบอกต่อนั้นกระทำผ่านอีเมลเป็นหลัก ซึ่งหากไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจมาก อาจจะเกิดการขาดช่วงของการส่งต่อไปได้ ต่อมา พลังของการบอกต่อออนไลน์ก็ทวีสูงขึ้นตามการพัฒนาของ web 2.0 คือสามารถบอกต่อถึงสินค้า บริการ หรือความบันเทิง ที่ชื่นชอบผ่านทาง Blog, Hi5 (รวมถึงเว็บไซต์ Social Network อื่นๆ) หรือนำขึ้นไปเผยแพร่ยัง www.youtube.com ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้สารที่ต้องการ สื่อนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเชื้อไวรัส และนั่นคือที่มาของคำว่า Viral Marketing
ยกตัวอย่างของ Hi5 ที่เนื้อหาของสมาชิกสามารถสร้างเองโดยการนำคลิปวิดีโอหรือคลิปเสียงที่ตนเองชื่นชอบมาเป็นส่วนหนึ่งของ Hi5 ของตน เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่าน หากชอบคลิปเหล่านั้นก็สามารถนำไปใส่ไว้ใน Hi5 ของตนเองบ้างได้เช่นกัน ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้เกิดการแพร่หลายของคลิปแบบโรคระบาด กระจายไปทั่วสังคมออนไลน์
มีงานวิจัยจากคนอเมริกันพบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 80 แบ่งปันเนื้อหากับคนอื่นๆ ร้อยละ 65 ถึงกับแบ่งปันเนื้อหาอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์และมีถึงร้อยละ 25 ที่แบ่งปันเนื้อหาทุกๆ วันเลยทีเดียว แม้ว่างานวิจัยดังกล่าวใช้คนอเมริกันเป็นกลุ่มศึกษา แต่ผมเชื่อว่าแนวโน้มนี้ก็ไม่แตกต่างกันมากนะในชนชาติอื่นๆ จะเห็นว่า ผมเองมักจะได้รับการแนะนำเนื้อหาหรือข่าวสารที่น่าสนใจต่างๆ จากเพื่อนๆ ผ่านทางอีเมลแทบจะทุกวัน อย่างกรณีของกลุ่ม Phoenix-29 ผมได้รู้จักทาง Forward Mail ของเพื่อนๆ นั่นเอง
คุณคงนึกไม่ถึงว่า หากทุกๆ คนที่ได้รับข่าวสารใดๆ ก็ตามแล้วทำการบอก ต่อให้เพื่อนๆ 5 คน หากทำกันเช่นนี้เพียง แค่ 10 ทอด จะมีผู้ที่ได้รับรู้ข่าวสารนี้เป็นจำนวนถึง 25 ล้านคนเลยทีเดียว คราวนี้คุณคงเห็นภาพชัดเจนว่า Viral Marketing นั้นทรงพลังขนาดไหน
ธุรกิจเองมองเห็นถึงความสำคัญของการบอกต่อออนไลน์นั้นมานานแล้ว กรณีศึกษาแรกที่มักจะต้องกล่าวถึงเมื่อพูดถึง Viral Marketing นั่นก็คือย้อนกลับไปปี 1996 www.hotmail.com ใช้วิธีการที่ว่าในทุกๆ อีกเมลที่ผู้ใช้บริการ Hotmail ส่งไปนั้นจะต้องมีเนื้อความโฆษณาที่ว่า “Get Your Private, Free E-mail at http://www.hotmail.com” เมื่อคลิกที่เนื้อความท่อนนี้ ผู้รับอีเมลจะถูกนำไปสู่หน้าแรกของ www.hotmail.com ทันที วิธีการนี้ใช้ทุนเพียง 50,000 ดอลลาร์ แต่สามารถสร้างผู้ลงทะเบียนรายใหม่ได้ 1 ล้านคนในเวลาเพียง 6 เดือน และมีสมาชิก 12 ล้านคนภายใน 18 เดือน และก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำด้านอีเมลของโลก จะเห็นว่า Hotmail แทบไม่ได้โฆษณาอะไรเลย แต่อาศัยการบอกต่อที่ชาญฉลาดโดยรู้ศักยภาพของอินเทอร์เน็ต
ปี 2001 เมื่อ The Hire หนังชุดสั้นๆ 8 ตอน กำกับโดยผู้กำกับระดับห้าดาวของฮอลลีวูด เช่น Guy Ritchie, Wong Kar-Wai, John Woo และอีกหลายคนได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยพระเอกของเรื่องคือ Clive Oven ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นคนขับรถที่ถูกว่าจ้างจากคนหลากหลายเพื่อนำสู่จุดหมายปลายทาง แต่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคด้วยรถยนต์ BMW รุ่นแตกต่างกันไปในแต่ละตอน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างแบรนด์หลังจากหนังสั้นชุดดังกล่าวได้เผยโฉมต่อผู้ชม ก็ได้รับความสำเร็จอย่างล้นหลาม มีผู้ชมถึง 11 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 4 เดือน และยอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 12% จากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีผู้ชมลงทะเบียนในเว็บไซต์จำนวนกว่า 2 ล้านคน
Coke ก็มีการใช้ Vial Marketing ที่น่าสนใจ นั่นคือในปี 2003 ได้มีการสร้าง สังคมออนไลน์ขึ้นใน www.cokemusic.com ซึ่งเรียกว่า Coke Studios ซึ่งเป็นที่สมาชิกเข้ามาสร้างและมิกซ์เพลงส่วนตัวผ่านออนไลน์ รวมถึงการสร้างตัวละครเสมือนเป็นตัวแทนตนเองขึ้นและสามารถนำมาเล่นเพลงของตนเองที่ Virtual Club ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ใน Club สามารถโหวต เพลงเหล่านั้นได้ โดยผู้ชนะจะได้เงินตราในสกุล “เดซิเบล” ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆ ได้ เมื่อผู้ที่เข้ามาคนแรกๆ เกิดความสนุกสนานแถมได้รางวัล ก็แนะนำเพื่อนๆ ผ่านทางอีเมลให้เข้ามา จนกระทั่งในช่วงของโปรแกรมนี้มีจำนวนคนเข้ามาเยี่ยมเยี่ยนเว็บไซต์ถึง 2 แสนคนต่อเดือน
หรือในกรณีของ Burger King ได้ออกโปรแกรมการโฆษณาชุด The Sub-servient Chicken เพื่อโปรโมตแซนด์วิช TenderCrisp โดยจัดทำ www.subser-vientchicken.com ในปี 2004 ซึ่งภายใน เว็บไซต์ ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดไก่จะต้องปฏิบัติการนานาชนิดตามคำสั่งของผู้ใช้ ทำให้เหมือนเป็นเว็บแคมที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้ ทั้งนี้เป็นตามแนวคิดที่ว่า “ให้ไก่ทำตามที่คุณต้องการ (Get chicken just the way you like it)” ปรากฏว่ามีผู้ที่ชื่นชอบเป็นจำนวนมากและพากันบอกต่อๆ กันไปให้เข้ามาเล่นที่เว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งภายใน 24 ชั่วโมงที่นำมาเผยแพร่ทางเว็บไซต์ มีผู้คนเข้ามาชมถึง 1 ล้านครั้ง และภายใน 2 สัปดาห์ มีผู้เข้ามาชมถึง 15-20 ล้านครั้ง
EA Sports ใช้กลยุทธ์ Viral ได้อย่างชาญฉลาด จากกรณีที่มีนักเล่นเกมคนหนึ่งพบว่า เกม Tiger Wood PGA Tour 08 น่าจะเกิดการผิดพลาดที่มีช็อตที่ไทเกอร์ วู้ด ยืนอยู่บนผิวน้ำได้ แล้วสามารถชิปลูกกอล์ฟลงหลุมได้ ซึ่งเขาได้บันทึกเป็นคลิปวิดีโอและนำเผยแพร่ที่ www.youtube.com และเรียกลูกชิปนี้ว่า “Jesus Shot” ปรากฏว่ามีคนติดตามเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งทาง EA Sports เกิดไอเดียให้ไทเกอร์ วู้ด ตัวจริงมาตี Jesus Shot ให้ดู แล้วถ่ายทำเป็นคลิปวิดีโอ และบอกว่านั่นไม่ใช่ข้อผิดพลาดของเกม จากนั้นทำการเผยแพร่ยัง www.youtube.com ปรากฏว่ามีคนดูกว่า 3 ล้านครั้ง เรียกได้ว่าดัง ทั้งที่ตอนจับผิดและตอนที่ทาง EA Sports ออกมาแก้ตัวเลยทีเดียว
กลยุทธ์ Viral Marketing ยังถูกนำไปใช้ในหาเสียงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย บารัค โอมามา ได้เปิดเว็บไซต์ www.my.barackobama.com เพื่อสร้างเป็นชุมชนของผู้รักโอบามา อีกทั้งยังมีการจัดทำคลิปวิดีโอของการกล่าวสุนทรพจน์ และทำการเผยแพร่ตามเว็บไซต์ อย่าง www.youtube.com และเครือข่ายสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Myspace หรือแม้แต่การใช้ Twitter ที่ทำให้ทราบความเคลื่อนไหวของโอบามาอยู่ตลอดเวลา นั่นถือเป็นเครื่องมือหลักที่นำพา บารัค โอบามาก้าวไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี และมีภาพพจน์ที่ดีในการเปลี่ยนแปลงสหรัฐอเมริกาให้ฟื้นคืนสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจดังเดิม
ธุรกิจในไทยก็มีการใช้ Viral Marketing กันอย่างแพร่หลาย เช่น Axe เจ้าตลาดผลิตภัณฑ์สเปรย์ระงับกลิ่นตัว โปรโมตสเปรย์กลิ่นใหม่ “Click” ได้จัดทำเว็บไซต์ www.clickspray.com/click-game เพื่อให้สอดคล้องกับโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ โดยผู้เข้ามาเล่นเกมนั้น หากแนะนำเพื่อนๆ เข้ามาเล่นต่อๆ ไปผ่านเว็บไซต์ Axe เมื่อผู้เล่นได้รับเมลตามคำชวนแล้วเข้ามาลงทะเบียนเล่นเกม ผู้ที่ชวน จะได้คะแนนด้วย ทั้งนี้ผู้ที่สะสมคะแนนทั้งจากการเล่นเกมเองและจากการแนะนำเพื่อนๆ มาเล่น จะได้รับตัวคลิกเกอร์แบบในโฆษณาโทรทัศน์เป็นของรางวัล ปรากฏว่าจากการทำตลาดแบบ Viral นี้ทำให้มีผู้มาลงทะเบียนกว่าแสนคนและมีจำนวนหน้าที่ถูกเปิดดูกว่า 2 ล้านครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือนเท่านั้น
ดีแทคก็ไม่ยอมพลาดกระแส Viral Marketing โดยในช่วงที่เปิดตัวบริการใหม่ ในปี 2550 คือบริการใจดีให้โอนและบริการ ใจดีแจ้งเครือข่าย ได้มีการนำภาพยนตร์โฆษณามาตัดต่อเป็นคลิปวิดีโอ แล้วนำไปโพสต์ไว้ที่ www.youtube.com โดยมีการดัดแปลงเพลง “I need somebody” โดยตัวเอกคือน้องเหลนเป็นคนดำเนินเรื่อง จากนั้นให้บรรดาพนักงานดีแทคและส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กระจายกันต่อๆ ไป
หรืออย่างกรณีการเปิดตัว Nokia 5800 Xpressmusic ก็มีการทำกลยุทธ์ Viral Marketing เช่นกัน โดยการเชิญบรรดาบล็อกเกอร์ที่ไม่เพียงเขียนเรื่องราวของโทรศัพท์มือถือแต่รวมถึงบล็อกเกอร์ที่เขียน เรื่องราวของเพลงและการใช้ชีวิตด้วยมาเข้าเวิร์กชอปและให้โทรศัพท์มือถือมาลองใช้ โดยหวังว่าเมื่อได้ใช้ไปแล้วจะเป็นผู้บอก เรื่องราวของ Nokia 5800 ผ่านบล็อกของตนเองเพื่อให้เกิดกระแสปากต่อปาก เรียกว่าเป็นวิธีการที่ตรงๆ ง่ายๆ และสร้างความน่าเชื่อถือผ่านบล็อกเกอร์
ครับ ผมพยายามรวบรวมกรณีศึกษาต่างๆ ทั้งต่างประเทศและไทย เพื่อให้เห็นลักษณะของการใช้ Viral Marketing ในหลายๆ รูปแบบ แม้ว่าหลายคนคิดว่า Viral Marketing ที่ผ่านมาล้วนแต่ใช้แนวขำขันเป็นหัวใจหลัก แต่จากรายละเอียดที่ผมนำเสนอมานี้จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่เป็นการเน้นไอเดียมากกว่า และหากไอเดียของคุณเป็นที่ชื่นชอบ โอกาสดังไปทั่วโลกก็สามารถเกิดขึ้นได้ในพริบตา
เขียนโดย: ดร.ภิเษก ชัยนิรันดร์
คิดว่าคุณผู้อ่าน POSITIONING คงรู้จักหรือใช้งาน Twitter กันอยู่บ้างแล้วนะครับ ระยะนี้กระแสของการอัพเดตว่า ?เรากำลังทำอะไรอยู่? ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกกันว่า Micro-blogging อย่าง Twitter, Plurk, Dipity, Yammer (เน้นใช้ในองค์กร) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ต้นไอเดียคือ Twitter ด้วยเจ้าตัว Micro-blogging นี่เองที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบตัวได้ลึกมากขึ้น ลึกยังไง ลองนึกภาพตามนะครับทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกับแฟนกันได้หลายทาง จะใช้อีเมล จะเขียนบล็อก หรือจะโทรศัพท์ไปก็ทำได้หมด แต่ว่ามันมีช่องว่างในการสื่อสารอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า เราคงไม่เมลไปบอกเพื่อนเราแน่ๆ ว่า ?ตอนนี้กินกาแฟอยู่? ?ตอนนี้นั่งรอลูกค้าอยู่? เพราะเพื่อนอาจจะงงว่าเราจะส่งไปทำไม และตรงนี้เองที่ Micro-blogging อย่าง Twitter เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี่เอง
ทุกวันนี้มีคนใช้ Twitter ทั่วโลกนับล้านราย ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในแบบเฉพาะทาง และด้วยความแตกต่างตรงนี้นั่นเองที่ทำให้นักการตลาดหลายคนสามารถใช้มันเป็น เครื่องมือในการทำการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้ แต่การสร้างแบรนด์ผ่านทาง Twitter นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมันสักนิดนึงก่อนว่า
Twitter ค่อนข้างเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ทำอะไรในรูปแบบของบริษัท ที่ดูเป็นงานเป็นการจะไม่ค่อยเวิร์ค อีกทั้งมันยังมีสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ง่ายๆ เหมือนภาษาพูดคุยกับเพื่อน การสร้างแบรนด์ด้วย Twitter ที่น่าสนใจจึงมีอยู่ประมาณ 5 แบบ
1. แจ้งข่าว
ถ้าหากว่าบริษัทของเรากำลังมีข่าวอะไรจะอัพเดตกับคนทั่วไป ก็ใช้ Twitter แจ้งข่าวได้ครับ ถ้าคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา เขาอยากติดตามเราอยู่แล้ว การแจ้งข่าวแบบนี้ควรทำให้บ่อยหน่อย อย่างน้อยก็วันละครั้ง เพื่อให้สมาชิก Twitter รู้สึกได้ว่าคุณมีความเคลื่อนไหว แต่การแจ้งข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่กระทบในระดับบุคคลสักหน่อยนะครับ เช่นมีสินค้าใหม่ออกแล้ววางขายที่ไหน อันนี้พอได้ แต่ถ้าข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือออกแนว PR แบบเก่าๆ อันนี้ไม่เหมาะครับ
2. Customer Support
บางทีการตอบคำถามลูกค้าก็ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างเช่นถ้าหากว่าเราเป็น Home Depot แล้วเราเข้าไปใน Twitter เปิดให้คนถามเรื่องการซ่อมแซมบ้านทำอย่างไร เราก็เข้าไปตอบคำถามลูกค้า เช่น ลูกค้าถามว่า ?ประตูห้องน้ำเสียจะแก้ไขเบื้องต้นยังไงได้บ้าง? เราก็ตอบคำถามลูกค้าทางนี้พร้อมกับลิงค์ภาพและวิธีการซ่อมแซมประตูในเว็บของ เราทาง Twitter นอกจากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนพอใจได้แล้ว ลูกค้ายังอาจติดต่อเราเพื่อซื้อสินค้าของเราเพิ่มเติมอีกก็ได้ อันนี้ที่อเมริกาเขามีอยู่จริงๆ นะครับ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://twitter.com/TheHomeDepot
3. Feedback
บางทีถ้าหากว่าเรานั่งรอลูกค้าโทรมาหาเราอย่างเดียวทางโทรศัพท์ก็พอได้ นะครับ แต่จะดีมากถ้าหากว่าเรามีทีมงานที่คอยตอบ คำถามลูกค้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ ทาง Twitter ที่ตอบได้เลยทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าต้องมานั่งคอยเรา หรือนั่งฟังเครื่องตอบรับ ?กดหนึ่งเพื่อเลือกบริการ กดสองตามด้วยเครื่องหมายดอกจัน? อันนี้เห็นบางบริษัทในเมืองไทยทำกันแล้ว
4. มี Special Offer ให้บ้าง
ถ้าหากว่าบังเอิญคุณมีอะไรพิเศษ เช่น ลดราคาสินค้าพิเศษ (จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ลดกันทุกเดือน) ที่เราคิดว่าน่าจะแรงพอที่คนจะสนใจและตัดสินใจทันที เช่นลด 70% ล้างสต๊อก หรือรับสิทธิ์จอง iPhone ก่อนใคร แบบนานๆ ที แล้วลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่โฆษณา
5. ข้อความบ้าๆ
ส่งข้อความที่ทำให้สนุกและเป็นกันเองเข้าไว้ อาจไม่ต้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเราค่อนข้างเรียกร้อง ความเป็นกันเองสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนไทย อันนี้ขอแนะนำครับว่าบางทีมันต้องมีลูกบ้ากันบ้างครับ
อย่างผมเองปกติเคย ?Tweet? แต่เรื่องของบริษัทวันนึงพอเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการ์ตูนที่พนักงานที่บริษัท ดูกันตอนพักเที่ยง ปรากฏว่ามีคนสนใจเพียบเลย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยแต่ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิต จิตใจ มีลูกบ้า และที่สำคัญเขาอาจรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในแบบของการพูดคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท แต่เขากำลังคุยกับคนคนนึงที่มาจากบริษัทนี้ และคนคนนี้ก็เป็นคนธรรมดา
แต่ท้ายที่สุด Twitter ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หัวใจสำคัญของการสื่อสารอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของเนื้อหาที่เราต้องการ เราต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง สำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึม Twitter ก็อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ครับ อันนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
กรณีศึกษา Starbucks
http://twitter.com/starbucks
ที่ Starbucks ในอเมริกาจะมีพนักงานคอยตอบคำถามลูกค้าอยู่ โดยทางบริษัทจะใช้ Twitter
เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้าอีกทางหนึ่ง เพราะมีทีมงานอยู่แล้ว ก็เพียงจัดเอาพนักงานบางส่วนมาคอยตอบคำถามทาง Twitter เพิ่มเติม โดยพนักงานของ Starbucks จะมีวิธีการตอบ รวมถึงการชวนลูกค้าคุยว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบดื่มกาแฟแบบไหน ใส่กาแฟกี่ช้อน ทำงานสาขาอะไร ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ในหน้าโปรไฟล์มันจะดูออกเป็น Corporate แต่ถ้าเราคุยแบบเป็นกันเอง ดูสบายๆ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็จะสอดคล้องกับที่ Starbucks วางไว้คือ สบาย รีแลกซ์ เป็นกันเอง เหมือนลูกค้าคุยกับคนนะครับ ไม่ได้คุยกับหุ่นยนต์
นอกจากนี้ทาง Starbucks ยังเปิด Twitter Account อีกอันเพิ่มที่ชื่อว่า http://twitter.com/MyStarbucksIdea ที่ใช้สำหรับให้ลูกค้าเสนอฟีดแบ็กเข้ามา ส่งลิงค์ไปที่ http://mystarbucksidea.force.com เว็บที่ลูกค้าสามารถร่วมกับบริษัทในการปรับปรุงบริษัทอีกด้วย
Tips & Tricks
- คำนึงถึงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ของเราให้ดีว่าเราเหมาะจะใช้ Twitter หรือไม่ สินค้าบางอย่างอาจจะเหมาะกับ Twitter อย่างเช่น เราเป็นสปา เพราะเน้นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สบายๆ ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายกับแบรนด์
- ใช้สีแบ็กกราวนด์ของหน้า Twitter ของเราให้สอดคล้องกับสีของแบรนด์เรา
- สร้างลิงค์จากหน้าโปรไฟล์ไปที่เว็บไซต์ของเรา เพราะมันคือการโฆษณารายละเอียดของสินค้าและบริการของเราแบบไม่ยัดเยียด
- พยายามอย่าส่งข้อความอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อคนอ่าน ยกเว้นว่าคุณต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแบบที่คุณต้องการให้เป็น
- สื่อสารด้วยภาษาพูด อย่าใช้ภาษาทางการแบบ Corporate
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ร่วมวงการ การหารายได้ออนไลน์ ที่แวะเวียนเข้ามาที่บล็อกห่งนี้ ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าๆ ( ที่เริ่มจะบ่นในใจว่า ผมหายไปไหน ไม่ค่อยมาอัพเดตบล็อกเลย หุหุ) ยังไงก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เหตุผลของผมอาจฟังดูตลกๆ ผมยุ่งๆกับการร่วมกิจกรรมกับครอบครัว ( พื้นฐานของสังคม อะนะ) และเดินสายเชียร์บอล หุหุ และออกธรรม ในทุกๆสุดสัปดาห์ ครับ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ผมจะพยายามหาเรื่องราวดีๆรวททั้งความเคลื่อนไหว เทคนิคใหม่ๆมาอัพเดตให้เพื่อนๆได้อ่านกันเยอะๆ(เงินจะได้มาแยะๆเน๊อะ หุหุ) เพื่อเป็นการชิมลางตามกระแส ความผิดหวัง!!!! ใช่แล้วครับ กระแสะผิดหวัอย่างรุนแรงของ Affiliate Marketers รุ่นเดอะที่ใช้ PPC Pay per Click ในการเจาะคีย์เวิร์ด เพื่อขายสินค้าให้กับ Amazon.com มาเป็นเวลาหลายปี ต้องใจสลายไปกับกฎใหม่ ที่ห้ามโปรโมท ffiliate Links ผ่าน PPC ครับ หุหุ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายๆท่าน ต้องปรับเลี่ยนกันจนวุ่นวายพอสมควรครับ แต่สำหรับเหล่า Affiliate Marketers สาย SEO (Search Engine Optimization) ยังไม่มีผลกระทบครับ (โชคดีที่ผมเน้นสายนี้ แถวๆบ้านผมเรียกว่าสายถึก!!) ยังไงก็ขายได้ครับแม้จะทำอันดับใน SERP (Serach Engine Result Page) ยากมากก็ตาม แต่ผมว่ามันคุ้มค่านะครับ
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ วันนี้ผมมีทางเลือกใหม่ๆมานำเสนอสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะทำ Affiliate กับ Amazon.com ครับ ในรูปแบบที่เน้นการทำ SEO โดยใช้ เว็บไซต์หรือบล็อกเป็นตัวโปรโมทสินค้าครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีหลายรูปแบบในการทำ เช่น กรใช้ บล็อก Wordpress ในการสร้างบล็อกแล้วโปรโมท ด้วย SEO หรือการใช้ Script ดึงข้อมูลออกมาเป็นเว็บไซต์!!!! ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาเยอะมากๆ แต่วันนี้ผมจะขอแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จัก AOM Associate-O-Matic เป็น สคริปท์ ที่มีมานานแล้วครับ ได้รับความนิยมและมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ซึ่งหน้าตา หน้าร้าน Store Page ก็จะเหมือนเว็บไซต์รวมสินค้าดีๆนี่เอง ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์นี้นะครับ http://www.upmyalley.us/ นี่คือหน้าตาที่มีการปรับแต่งแล้วครับ

ซึงหน้าตาของมันสามารถปรับแต่งได้ (บางเว็บไซต์สวยมากๆ ) สำหรับรายได้ของ AOM Associate-O-Matic นั้นมีเพือนๆหลายๆคนสามารถทำรายได้ที่สูง และมีรายได้จาก AOM Associate-O-Matic กันพอสมควร ซ฿่งมันก็จะขึ้นอยู่กับการทำการโปรโมทและ SEO ครับ
สำหรับวันนี้ผมจะขอเพียงแค่แนะนำ AOM Associate-O-Matic แนะนำให้ตามไปอ่านที่ เว็บบอร์ดชมรมครับ SEM.or.Th
ปล. รายละเอียด ของ AOM Associate-O-Matic นั้น สคริปท์ตัวนี้มีแบบใช้ฟรีและเสียเงินครับ แบบเสียเงินใช้ Function ได้เต็มครับ
ทรงชัย ณะอำภัย (ต๊ะ)