TARADedu

เรียนรู้ อีคอมเมิร์ซอย่างยั่งยืน

Archive for the ‘บทความ e-Business’ Category

Friday
Jun 5,2009

“ของสะสม” สิ่งใกล้ตัวที่มีคุณค่าทางจิตใจ และยังสามารถสร้างมูลค่าได้หากของสะสมชิ้นนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของผู้อื่น และยังจะเพิ่มมูลค่าขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันตก

เช่นเดียวกับธุรกิจของอีเบย์ที่เริ่มต้นขึ้นจากของสะสมเช่นกัน โดยอีเบย์ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งในขณะนั้นปิแอร์ เอ็ม โอมิดด์ยาร์ ซึ่งมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องการเอาใจภรรยาที่มีงานอดิเรกเป็นนักสะสมตัวยง โดยเธอได้สะสมตัวตุ๊กตาสำหรับใส่ลูกอมยี่ห้อ PEZ แต่เธอยังมีไม่ครบคอลเล็กชั่น สามีของเธอจึงใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตค้นหาสิ่งของที่เธอชอบสะสม และประมูลมาให้

ต่อมาเขาก็เริ่มเขียนโปรแกรมสำหรับเว็บไซต์ประมูลสินค้าบ้าง และตั้งอีเบย์ขึ้นมาในเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยในช่วงแรกนายปิแอร์ต้องการตั้งชื่อเว็บไซต์ว่าเอ็คโคเบย์ดอทคอม (EchoBay.com) แต่ได้มีคนจดทะเบียนเว็บไซต์ไว้แล้ว จึงได้ย่อชื่อกลายมาเป็นอีเบย์ดอทคอม (eBay.com) ดังเช่นปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าของสะสมชิ้นเล็กๆ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจมูลค่าพันล้านเหรียญขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นของสะสมสมัยเด็กๆ หรือของเก่าเก็บที่อยู่ในบ้าน อาจจะเป็นสิ่งที่นักสะสมกำลังตามหาอยู่ก็ได้ เช่น เหรียญ ธนบัตร แสตมป์ กล่องขนมปังเก่าๆ กรอบแว่นตาเก่าๆ กางเกงยีนส์ กรอบรูปสมัยสงครามโลก จักรยานสมัยเจ้าคุณปู่ที่ดูเหมือนจะไม่มีมูลค่า เกือบนำไปทิ้ง แต่ถ้านำไปประมูลอาจจะสร้างเม็ดเงินนับแสนให้กับคุณได้

w_ebay

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเริ่มที่จะขายของสะสมบนอีเบย์ นอกจากจะต้องมีของสะสมของตัวเองที่พร้อมจะนำมาจำหน่ายแล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีเสาะหาของสะสมใหม่ๆ มาเพิ่มเติม รู้แหล่งที่มาของสะสม มีวิธีการเจรจาต่อรองกับเจ้าของเพื่อให้ได้สินค้ามาในราคาไม่สูงมากนัก รู้จักการเลือกสินค้า ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจในสินค้าหรือก็คือของสะสมที่คุณขายในแต่ละรายการเป็นอย่างดี มีข้อมูลที่เป็นจริงไปนำเสนอขาย เพราะเมื่อนักสะสมตัวจริงเข้ามาดูแล้วจะได้พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

แน่นอนว่าในตลาดกลางอย่างอีเบย์ไม่ได้มีแค่คนขายเท่านั้น แต่ยังมีคนที่รับซื้อของเก่า ของสะสมอยู่ในตลาดอีกมากด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้คุณมีคู่แข่งในสินค้าประเภทเดียวกัน ดังนั้นก่อนจะทำการค้าก็ต้องมาเตรียมตัวกันสักนิดเพื่อให้หน้าร้านที่สร้างขึ้นมามีสินค้าที่แตกต่างจากเดิมที่มีอยู่ และสร้างข้อได้เปรียบในการจำหน่ายสินค้าของตัวเอง

ศึกษาประเภทของสะสม และวิธีการวางจำหน่าย

บนอีเบย์ได้มีการจัดกลุ่มสินค้าประเภทของสะสมไว้เป็นหมวดหมู่หลักอันหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งในหมวดนี้ได้แยกประเภทของสะสมต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียดพอสมควร เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถเลือกสินค้าที่ต้องการซื้อหรือขายได้อย่างสะดวกที่สุด

หมวดหมู่ของสะสมที่จัดแบ่งไว้ อาทิ หมวดภาพโฆษณา หมวดผ้า หมวดโลหะ หมวดสัตว์ หมวดภาพแอนิเมชั่น หมวดสินค้าเกี่ยวกับทหาร หมวดเครื่องเล่นเกม หมวดกระดาษ หมวดอุปกรณ์ที่ใช้ในบาร์ หมวดทางด้านการเงิน หมวดเครื่องเขียน หมวดภาพโปสการ์ด หมวดวิทยุ ทีวี โทรศัพท์ หมวดนาฬิกา หมวดเครื่องประดับ และที่พลาดไม่ได้คือหมวดสินค้า PEZ ที่ภรรยาผู้ก่อตั้งชื่นชอบก็ถูกจัดเป็นสินค้าหมวดหนึ่งด้วย

ทีนี้คุณก็ลองดูว่าสินค้าที่มีอยู่ในมือนั้นเข้าข่ายกับหมวดสินค้าประเภทไหน จากนั้นก็ลองศึกษาการตั้งราคาขาย ชนิดสินค้าที่วางจำหน่าย ลักษณะการถ่ายภาพสินค้าที่นำมาโพสต์แล้วมีคนให้ความสนใจ ซึ่งภาพถ่ายมีผลกับการตัดสินใจซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ศึกษาแล้วก็อย่าคิดนาน วิเคราะห์นาน ให้รีบลงมือทำการขายเลยจะดีกว่า

ซึ่งถ้าสินค้าของคุณมีความแตกต่างจากที่มีขายอยู่แล้วในตลาดก็ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาให้ถูก  เพราะถึงอย่างไรก็มีโอกาสขายได้ แต่ถ้าสินค้าของคุณไม่ได้แตกต่างไปจากที่มีอยู่ก็ต้องพยายามหาสินค้าที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อให้สามารถตั้งราคาขายที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกันเพื่อสู้กับรายอื่นแต่ก็ยังมีกำไรพอสมควร

ค้นหาของสะสมที่กำลังได้รับความนิยม

เป็นเรื่องจริงที่ว่าคุณสามารถขายของสะสมได้ในทุกห้องทุกหมวดที่มีอยู่ในอีเบย์ ตั้งแต่ขวดพริกไทยในห้องทานอาหารเย็น นาฬิกาติดฝาผนังบนออฟฟิศ เครื่องเงิน ชุดเซรามิกในห้องอาหาร  แต่ที่คุณต้องรู้มากไปกว่านั้นก็คือ สินค้าประเภทไหนที่คนนิยมค้นหาและกำลังได้รับความนิยมในการเก็บสะสม

การพิจารณาสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม อาจจะใช้การสังเกตจำนวน Bid ว่ามีการเข้ามาทำการ Bid ไปแล้วกี่ครั้ง ซึ่งตัวเลขนี้ปกติจะมีอยู่แล้วที่ช่องแสดงสินค้า หรือจะใช้เวลาลองศึกษาตลาดจริง และพฤติกรรมผู้บริโภคจริงๆ ว่าสนใจซื้ออะไรด้วยการสอบถามจากเพื่อนๆ คนรู้จัก หรือคนทั่วไปทั้งไทยและเทศว่าเขานิยมสะสมอะไรบ้าง เพราะของบางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะมีคนเก็บสะสมกัน

เรียนรู้วิธีหยิบจับ และจัดเก็บสินค้าไม่ให้เสียหาย

สินค้าที่เป็นของสะสม ยิ่งสึกหรอน้อยเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้วิธีการจัดเก็บ หยิบจับ และรักษาสินค้าแต่ละชนิดให้ชำรุดน้อยที่สุด เพื่อยังคงสภาพที่ดีอยู่ได้แม้เวลาจะผ่านไป หรือสินค้าบางอย่างถ้ายังอยู่ในสภาพเหมือนใหม่ ไม่เคยแกะกล่องออกมาใช้งานเลยก็จะยิ่งมีมูลค่าที่สูงมากขึ้น

อย่างเช่น ตุ๊กตาบาร์บี้ หรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเป็นตุ๊กตา Blythe ที่กำลังนิยมกันสุดๆ แต่ตุ๊กตาอย่าง Lumi Doll ที่มาใหม่ก็กำลังมาแรงเช่นกัน ซึ่งสินค้าเหล่านี้บางชนิดมีตำนานมาหลายสิบปี แต่บางชนิดก็เกิดใหม่และกำลังอยู่ในกระแสนิยม แต่สำหรับนักสะสมแล้วบางครั้งตำนานก็ไม่ได้มีความหมายต่อความรู้สึกเท่ากับคำว่าครบคอลเล็กชั่นครบทุกแบบ ยิ่งเป็นรุ่น Limited Edition ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและคุณค่าทางจิตใจให้ผู้สะสม

ดังนั้นถ้าสินค้ายังอยู่ในหีบห่อ ชำรุดน้อย สึกหรอน้อยเท่าไรยิ่งขายได้ราคาแพง และยิ่งถ้ามี Accessories ครบ หรือมีเพิ่มเติมเป็นพิเศษก็จะสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้ อย่างสมัยเด็กๆ ที่เล่นตุ๊กตากระดาษ ก็มักจะมีการวาดชุดตุ๊กตาขึ้นมาเพิ่มเอง หรือตุ๊กตาพลาสติกราคาไม่กี่สิบบาท เราก็มักจะเย็บชุดขึ้นมาให้เพิ่มจากเดิมที่มากับตุ๊กตา ซึ่งก็อยู่ที่ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน ซึ่งชุดเหล่านั้นหลายๆ คนยังเก็บในกล่องอย่างดี อยู่ในที่แห้ง ไม่โดนความชื้น จึงยังรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้

หรืออย่างแสตมป์ ที่หลายๆ คนมักจะชอบสะสมกัน จะมีรูปแบบการสะสมหลักๆ เลยคือ เก็บสะสมแสตมป์ที่ใช้แล้ว กับเก็บสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ ความยากของการสะสมก็อยู่ตรงที่ว่า แสตมป์ที่ใช้แล้วนั้นเรามักจะเก็บได้ไม่ครบคอลเล็กชั่น เพราะแสตมป์ส่วนใหญ่ที่ได้มาจะมีราคาหน้าดวงต่ำ  ซึ่งเป็นอัตราค่าฝากส่งไปรษณีย์ที่ใช้กันภายในประเทศ แต่การเก็บสะสมแสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้นั้นส่วนใหญ่จะเก็บได้ง่ายกว่า แต่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อหามา ซึ่งแสตมป์บางชุดได้บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญเอาไว้ บางชุดก็หายากยิ่ง ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะยิ่งทวีคุณค่า เพราะแสตมป์บางดวงอาจเหลือเพียงหนึ่งเดียวในโลก

วิธีการเก็บรักษาแสตมป์ที่ใช้แล้วก็แค่ตัดแสตมป์ให้ห่างจากฟันแสตมป์ประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วนำไปแช่น้ำสะอาด ไม่นานนักแสตมป์จะหลุดออกมา จากนั้นนำแสตมป์ไปผึ่งบนกระดาษที่ซับน้ำได้พอควร แสตมป์จะแห้งหมาดๆ แล้วให้นำแสตมป์ไปใส่ในสมุดหนาๆ ทับไว้ แสตมป์จะเรียบและแห้งสนิท

ส่วนอุปกรณ์ที่ช่วยในการเก็บสะสมแสตมป์ค่อนข้างมีความจำเป็น เพราะจะช่วยรักษาสภาพของแสตมป์ให้เก็บไว้ได้นาน เช่น อัลบัมเก็บแสตมป์ ปากคีบแสตมป์ ที่ใช้หยิบหรือจับแสตมป์แทนมือ เพื่อป้องกันเหงื่อหรือความชื้นของร่างกายไปทำปฏิกิริยากับกาวที่อยู่ด้านหลังแสตมป์ ทำให้เป็นจุดเหลืองๆ ที่เรียกว่า “สนิมแสตมป์”

ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ก็จะมีวิธีการเก็บดูแลรักษาที่ต่างกันไป ซึ่งนักขายต้องทำการศึกษา โดยทักษะเหล่านี้จะมาช่วยให้คุณสามารถเลือกสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เพื่อไปขายต่อในภายหลังได้ด้วย

ตั้งราคาแล้วลงมือขาย

เมื่อมีสินค้าอยู่ในมือแล้ว จะชักช้าอยู่ไย เข้าไปสมัครสมาชิกแล้วเปิดหน้าร้านกันเลย ซึ่งการขายของบนเว็บไซต์นั้นอย่าลืมว่ารูปถ่ายมีความสำคัญ ดังนั้นจึงควรถ่ายหลายๆ ภาพ หลายๆ มุม พยายามให้เห็นรายละเอียดของสินค้าให้มากที่สุด เพื่อความง่ายในการตัดสินใจ ส่วนรายละเอียดที่บรรยายประกอบสินค้านั้นควรเขียนให้กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ต้องพรรณนามาก แต่ต้องแน่ใจว่ามีข้อมูลพื้นฐานข้อมูลครบถ้วน ทำตัวหนาในหัวข้อเรื่อง และเนื้อหาที่มีความสำคัญ เช่น น้ำหนัก ขนาด ราคาขาย เงื่อนไขการซ่อมแซมหรือคืนสินค้า

ส่วนการตั้งหัวข้อเรื่องนั้น พยายามคิดว่าเวลาที่คนทำการ Search นั้นจะใช้คีย์เวิร์ดคำไหนในการค้นหา โดยคุณควรใส่คีย์เวิร์ดเหล่านั้นลงไปในหัวข้อ เพื่อช่วยให้การค้นหาสินค้าทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณสามารถดูคำยอดนิยม (Popular Searches) ที่ผู้เข้ามายังเว็บไซต์นิยมค้นหาได้ที่ http://pulse.ebay.com/ หากต้องการทราบคำยอดนิยมของสินค้าหมวดไหนสามารถคลิกเลือกได้ตามต้องการ

มาเริ่มเป็นพ่อค้า แม่ค้า กันตั้งแต่วันนี้ ด้วยสินค้าใกล้ตัวที่อาจดูไร้มูลค่า แต่เป็นมีค่าทางจิตใจสำหรับผู้อื่นกันดีกว่า

ที่มา : Ecommerce Magazine

Thursday
Jun 4,2009

 กระแสผิดหวังอย่างรุนแรงของ Affiliate Marketers รุ่นเดอะที่ใช้ PPC Pay per Click ในการเจาะคีย์เวิร์ด เพื่อขายสินค้าให้กับ Amazon.com มาเป็นเวลาหลายปี ต้องใจสลายไปกับกฎใหม่ ที่ห้ามโปรโมท ffiliate Links ผ่าน PPC ครับ หุหุ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายๆท่าน ต้องปรับเลี่ยนกันจนวุ่นวายพอสมควรครับ แต่สำหรับเหล่า Affiliate Marketers สาย SEO (Search Engine Optimization) ยังไม่มีผลกระทบครับ (โชคดีที่ผมเน้นสายนี้ แถวๆบ้านผมเรียกว่าสายถึก!!) ยังไงก็ขายได้ครับแม้จะทำอันดับใน SERP (Serach Engine Result Page) ยากมากก็ตาม แต่ผมว่ามันคุ้มค่านะครับ

associate-o-maticเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ วันนี้ผมมีทางเลือกใหม่ๆมานำเสนอสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะทำ Affiliate กับ Amazon.com ครับ ในรูปแบบที่เน้นการทำ SEO โดยใช้ เว็บไซต์หรือบล็อกเป็นตัวโปรโมทสินค้าครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีหลายรูปแบบในการทำ เช่น กรใช้ บล็อก Wordpress ในการสร้างบล็อกแล้วโปรโมท ด้วย SEO หรือการใช้ Script ดึงข้อมูลออกมาเป็นเว็บไซต์!!!!  ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาเยอะมากๆ แต่วันนี้ผมจะขอแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จัก AOM Associate-O-Matic  เป็น สคริปท์ ที่มีมานานแล้วครับ ได้รับความนิยมและมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ซึ่งหน้าตา หน้าร้าน Store Page ก็จะเหมือนเว็บไซต์รวมสินค้าดีๆนี่เอง ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์นี้นะครับ http://www.upmyalley.us/ นี่คือหน้าตาที่มีการปรับแต่งแล้วครับ

upmyalley1

ซึงหน้าตาของมันสามารถปรับแต่งได้ (บางเว็บไซต์สวยมากๆ ) สำหรับรายได้ของ AOM Associate-O-Matic นั้นมีเพือนๆหลายๆคนสามารถทำรายได้ที่สูง และมีรายได้จาก AOM Associate-O-Matic กันพอสมควร ซ฿่งมันก็จะขึ้นอยู่กับการทำการโปรโมทและ SEO ครับ

สำหรับวันนี้ผมจะขอเพียงแค่แนะนำ AOM Associate-O-Matic  แนะนำให้ตามไปอ่านที่ เว็บบอร์ดชมรมครับ SEM.or.Th

ปล. รายละเอียด ของ AOM Associate-O-Matic  นั้น สคริปท์ตัวนี้มีแบบใช้ฟรีและเสียเงินครับ แบบเสียเงินใช้ Function ได้เต็มครับ

ทรงชัย ณะอำภัย (ต๊ะ)

Tuesday
Jun 2,2009

คุณป้ามหัศจรรย์ “ซูซาน บอยล์” ในคลิปวีดีโอถูกคลิกชมไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง หนุ่มนิรนามหน้าตาบ้านๆวาดลีลาเต้นรำสุดมันส์นาน 6 นาทีในคลิป Evolution of Dance ถูกเปิดชมไปแล้วมากกว่า 119 ล้านครั้ง ภาพวิดีโอเด็กน้อยนั่งหัวเราะบนเก้าอี้ยังถูกเปิดชมไปกว่า 80 ล้านครั้ง เฉพาะคลิปแฟนนักร้องสาวบริทนีย์ใจกล้าปีนป่ายขึ้นไปบนเวทีแสดงคอนเสิร์ต ยังถูกคลิกชมไปมากกว่า 5 แสนครั้งในวันเดียว

สถิติเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับบทความ ภาพ หรือเสียงที่มีการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต จึงไม่น่าแปลกใจที่วีดีโอจะกลายเป็นเพชรเม็ดโตในตระกูล Social Media ที่นักโฆษณายุคใหม่จ้องมองตาเป็นมัน เพราะแม้จะเป็นวีดีโอโฆษณาสินค้า แต่ถ้าเป็นวีดีโอที่โดนใจแล้ว คนออนไลน์ก็จะคลิกเข้ามาชมเองโดยสมัครใจและตั้งใจ เรียกว่าต้องเพลินคนดูก่อนจึงจะเพลินนักการตลาด

บทความของคุณณัฐวัฒน์จาก www.duocore.tv ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์สัญชาติไทยชื่อดัง จะอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าทำไมจะต้องเป็นวิดีโอ และวงการโฆษณาด้วยวีดีโอออนไลน์บ้านเราจะประสบความสำเร็จแบบต่างชาติได้หรือไม่ รวมถึงกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ และเคล็ดลับในการสร้างความเพลินให้กับโฆษณาวิดีโอออนไลน์ของคุณเอง เชื่อว่าจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับเจ้าของแบรนด์อย่างเดียว แต่จะรวมถึงเจ้าของเว็บทุกคนที่ต้องการดึงดูดความสนคนบนโลกไอทีด้วยวิดีโอออนไลน์

***Social Media กับการตลาดออนไลน์
บทความโดย ณัฐวัฒน์ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา ? http://www.duocore.tv
หลังจากที่ประธานาธิบดี โอบาม่า ของสหรัฐได้รับตำแหน่ง เดี๋ยวนี้หลายๆท่านคงเริ่มได้พบเห็นหรือได้ยินคำว่า Social Media กันมากขึ้น ทั้งในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งสื่อ online ต่างๆ เพราะปรากฎการณ์ โอบาม่า นับเป็นตัวอย่างการใช้ Social Media ที่ได้ผลมากที่สุด มากเสียจนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับคำนี้ หรือเคยได้ยินแต่ Social Network ก็ไม่ต้องแปลกใจไป ยังไม่ตกเทรนครับ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่รู้จักคำว่า Social Media ก็จริง แต่ไม่แน่บางทีคุณก็อาจเคยทำหน้าที่เป็น Social Media อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้
ก่อนอื่นคุณต้องถามว่าเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ไหม เช่น เคยส่งคลิปวิดีโอเจ๋งๆจาก Youtube ให้เพื่อนต่อทาง MSN, เคยเขียนเล่าประสบการณ์ในการใช้บริการหรือสินค้าในเว็บบอร์ดหรือ blog ของตัวเองบ้าง, เคยจะไปเที่ยวต่างประเทศแต่หาข้อมูลในเว็บบอร์ดสักที่ก่อน เผื่อจะมีคนเคยไปมาแล้วรีวิวให้อ่าน, ไปถ่ายรูปมาสวยๆแล้ว post เข้าเว็บเก็บรูป แชร์ให้เพื่อนฝูงในก๋วนดู หรือเป็นขาประจำค้นหาข้อมูลใน Wikipedia
ถ้าคุณเคยทำสิ่งเหล่านี้ละก็ ใช่แล้วครับ คุณเคยใช้และทำตัวเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ Social Media ไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว
ทุกวันนี้เว็บที่ให้บริการต่างๆ รวมไปถึงบรรดา Social Network อย่าง Facebook, Hi5, Flickr, Wordpress, MySpace, Blogger, Youtube, twitter ฯลฯ ต่างก็เติบโตอย่างรวดเร็วและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดรูปแบบใหม่ หรือที่เราเรียกว่า Social Media หรือแปลไทยๆให้เข้าใจกว่าเดิมว่าเป็น “สื่อสังคมที่ผู้ใช้เป็นผู้สร้างเนื้อหาและแบ่งปันให้กับผู้อื่นในเครือข่ายของตน โดยที่ผู้ใช้อาจจะเป็นได้ทั้งผู้สร้าง หรือเพียงแค่ รับ-ส่ง เนื้อหานั้นๆ” โดยที่เนื้อหาจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น บทความ ข้อความ เพลง คลิปวิดีโอ bookmark ข่าว กระทู้ ความคิดเห็น รูปภาพ จะเป็นอะไรก็ได้ไม่ผิดกติกาทั้งนั้น
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการตลาด?
ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้ การที่บริษัทต่างๆจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรสักอย่าง คงจะต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะลงงบประมาณโฆษณาสักครั้ง ว่าทำอะไรถึงจะได้ผลคุ้มกับเม็ดเงินที่ต้องเสียลงไป ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ คำว่าทำการตลาดแบบ Social Media เลยผุดขึ้นมาในหัว เพราะเป็นการทำการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ตรงกลุ่มลูกค้าที่สุดของที่สุดแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละ?
นักการตลาดทุกท่านคงทราบดีว่าการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและต้นทุนน้อยที่สุดคือ “การตลาดแบบปากต่อปาก” ซึ่ง Social Media ในความหมายแบบบ้านๆก็คือ การทำการตลาดแบบปากต่อปากที่มีเครื่องมือมาช่วยทำให้มันมีพลังมากขึ้น ส่งต่อผ่านไปได้ง่ายขึ้น เพียงแค่คนๆเดียวก็สามารถบอกเพื่อนในกลุ่มได้เป็นร้อยๆ พันๆ แล้วยังง่ายขนาดที่เพื่อนๆสามารถส่งต่อไปได้โดยแค่ ลากเมาส์ กดๆ วางๆ ก็สามารถบอกต่อเพื่อนของเขาไปได้อีกเป็นพันๆคนแล้ว โดยผ่านเครือข่าย Social Network หรือเครื่องมือ Online ต่างๆนั่นแหละ
ซึ่งการที่ลูกค้าได้มีการพบเห็นและส่งต่อเนื้อหาหรือโฆษณานั้นๆ ทำให้เขาและเพื่อนเกิดการจดจำแบรนด์หรือสินค้าไปโดยไม่รู้ตัว เพราะมันถูกเห็นบ่อยๆ ส่งบ่อยๆ เพื่อนพูดถึงบ่อยๆ หรือมีคนประทับใจเยอะ ก็ทำให้เกิดการอยากทดลองใช้ อยากซื้อ อยากทำตามกระแสนั้นๆ
ยกตัวอย่างในบ้านเราที่คุ้นเคยกันดี ก็ประเภทร้านอาหารหลายแห่ง ที่อยู่ดีๆวันดีคืนดีก็มีผู้คนมากมายหลั่งไหลกันไปใช้บริการโดยเจ้าของร้านไม่ทันตั้งตัวว่ามาจากไหนกัน ก็ไม่ได้ไปโฆษณาที่ไหน ร้านก็อยู่แสนจะลึกลับซับซ้อน แท้จริงแล้วมีผู้ที่ไปใช้บริการแล้วนำไปบอกเล่าต่อผ่านเว็บบอร์ดชั้นนำหรือ blog ของตัวเอง โดยลงทั้งภาพ ทั้งวิดีโอ ประกอบ หรือแม้กระทั่งที่เที่ยวที่มาแรงในระยะหลังๆอย่าง อ. ปาย และ ปางอุ๊ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมากก็เกิดขึ้นจาก Social Media แบบไทยๆนี่เอง
ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก
การทำการตลาดผ่าน Social Media จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะว่าเรากำลังเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคน เพื่อให้เขาชอบ ประทับใจ ตื่นเต้น ตกใจ หรือรู้สึกดีต่อสินค้าหรือแบรนด์ของเรา ไม่ว่าเราจะทำโฆษณาดีแค่ไหน ประทับใจแค่ไหน แต่ถ้าสินค้าของเราไม่ดีจริงละก็ โอกาสที่ลูกค้าจะบอกต่อข้อเสียของเราออกไปก็มีสูง
เพราะฉะนั้นหลายๆครั้งที่แบรนด์ดังๆมากมายล้มเหลวกับช่องทางนี้จนถูกต่อว่าเสียเละเทะไปเลยก็มีไม่น้อย แต่ก็มีอีกหลายเจ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลายๆครั้งเราก็เลยเห็นการทำตลาดผ่าน Social Media โดยใช้เพียงแค่ตอกย้ำแบรนด์อย่างกว้างๆ หรือเลือกหมวดสินค้ากว้างๆมาทำการตลาด มากกว่าที่จะย้ำไปในตัวผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะเจาะจงรุ่น ยกเว้นว่าเจ้าของสินค้ามั่นใจในสินค้านั้นมากๆ
จำไว้เสมอว่าคุณกำลังเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคน แบรนด์หรือสินค้าของคุณจะถูกนำลงมาใกล้ชิดกับลูกค้าอยากมาก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน พึงระวัง คุณอาจจะหลอกคนได้ร้อยคนพันคนว่าสินค้าหรือบริการของคุณดีจริง แต่คุณไม่สามารถหลอกคนนับหมื่นหรือแสนคนได้ทั้งหมดหรอก เพราะฉะนั้นจงเลือกใช้ของที่ดีที่สุดในการทำการตลาดผ่าน Social Media
ทำไมต้องเป็นวิดีโอ
ไม่ว่าเนื้อหาของคุณจะเป็นอะไร จะเป็นเสียง รูป หรือวิดีโอ ถ้ามันประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ได้ก็นับว่าดีทั้งนั้น แต่คุณเคยได้ยินประโยคแนวๆที่ว่า “1 ภาพให้ความหมายมากกว่า 1 พันคำ” ไหมครับ? ก็เช่นกัน 1 ภาพเคลื่อนไหว ก็ให้ความหมายได้มากกว่า 1 พันภาพนิ่งเหมือนกัน ยิ่งยุคนี้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีสัดส่วนผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้การดูวิดีโอผ่านเว็บเป็นเรื่องที่ง่ายได้กว่าแต่ก่อนแล้ว ทำไมเรามัวแต่จะใช้สารแบบเดิมๆกันละ ถึงแม้ว่างานบางอย่างวิดีโออาจจะไม่เหมาะสมหรือเกินความจำเป็นไปก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่ได้รับสารนั้นก็ล้วนชอบดูภาพเคลื่อนไหวกันทั้งนั้น
ยิ่ง Viral Clip หรือคลิปวิดีโอแบบไวรัล ที่มีการส่งต่อแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็ว ก็นับว่าเป็นสารที่เหมาะสมทีเดียว ใครที่เล่น Youtube บ่อยๆ ยังจำ 2 หนุ่มจีนที่ออกมาร้องเพลงลิปซิ้งของ Backstreet Boys ได้ไหมครับ ดังขนาดเป็น PR ให้ Motorola ในจีน และมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองไปแล้ว
ถามว่าทำไมงานวิดีโอ Viral Clip ถึงเกิดการส่งต่อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้น ขอยกตัวอย่าง Jesus Shot ในเกมส์ Tiger Woods PGA Tour 08 ครับ
อย่างเกมส์ Tiger Woods PGA Tour 08 ที่มี ไทเกอร์ วู้ด เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก็ได้มีการทำ Viral Clip ขึ้น โดยแผร่ผ่าน Video Sharing อย่าง Youtube โดยมันเริ่มจาก มีคนที่ซื้อเกมส์นี้มาเล่นได้ทำการถ่ายคลิปตอนที่ไทเกอร์(ในเกมส์) ยืนอยู่บนผิวน้ำได้ โดยคาดว่าจะเป็นข้อผิดพลาดของตัวเกมส์ แล้วทำการชิปลูกกอล์ฟลงหลุม พวกเขาเรียกมันว่า Jesus Shot (ชอตพระเจ้า) สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เล่นเกมส์
แต่ EA Sports เจ้าของเกมส์นี้กลับทำในสิ่งที่เกินคาดยิ่งกว่า ด้วยการออกวิดีโอล้อเลียนเกมส์นี้ โดยให้ ไทเกอร์ วู้ด ตัวจริงๆ มาตี Jesus Shot ให้ดู แล้วบอกว่ามันไม่ใช่ข้อผิดพลาดของเกมส์หรอก ไทเกอร์เขาเก่งอย่างนั้นจริงๆ ผลคือวิดีโอนั้นมีคนดูไปกว่า 3 ล้านครั้งแล้ว (แน่นอนว่าแบรนด์อย่าง EA และ ลูกกอล์ฟ Nike ก็ถูกเห็นไป 3 ล้านครั้งเช่นกัน)
นี่เป็นการสร้างความประทับใจให้กับคนที่ซื้อเกมส์นี้ไปอย่างมาก และแน่นอนต้องมีการซื้อเกมส์เพื่อไปลองตี Jesus Shot อย่างเดียว ส่วนเจ้าของคลิปต้นฉบับก็ยังได้เงินก้อนโตเพื่อซื้อลิขสิทธิ์คลิปของเขาไปทำการตลาดอีกด้วย ต่อเนื่องกัน EA ก็ยังทำคลิปล้อเลียนเพลง Rap แต่งเองอย่าง The Rubik’s Cube Rap ใน Youtube ด้วยการบอกว่าให้ไทเกอร์เล่นลูกบิดมันยากสู้เอามาพัตเจ้าลูกบิดลงหลุมยังง่ายซะกว่าเลย คลิปนี้ก็มีคนดูไปล้านกว่าครั้งเหมือนกัน
อีกตัวอย่างที่สำคัญคือ Nike เมื่อพูดถึงสินค้าอย่าง Nike เราก็นึกถึงเครื่องกีฬา เสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ทาง Nike ก็ได้มีการทำ Viral Clip โฆษณาของรองเท้าออกมาหลายตัว เมื่อหลายปีก่อนเป็น โรนัลดินโญ่ เตะบอลใส่คาน เสาประตู ไปๆมาๆ ด้วยรองเท้าเทพรุ่นใหม่ ที่นับถึงตอนนี้มีคนดูกว่า 24 ล้านครั้งไปแล้ว
ยังมีคลิปที่ โคบี้ ไบรอัน ดาราบาสเกตบอล NBA ชื่อดังใส่รองเท้ารุ่นใหม่ที่ทำให้เขากระโดดสูงขึ้น โดยคลิปโชว์ว่าเขากระโดดข้ามผ่านรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ซึ่งสร้างการถกเถียงอย่างมากมายว่าคลิปนั้นเป็นของจริงหรือปลอม มีการนำไปแพร่ผ่าน blog นับร้อยๆแห่ง มีการทำคลิปล้อเลียนเป็นร้อยๆคลิป แต่ยังไงก็ดีตัวเลขรวมๆแล้วคือมีคนดูกว่า 16 ล้านครั้ง ทั้งคลิปต้นฉบับ และคลิปที่มีคนเอาไปดัดแปลง ทำล้อเลียน และแพร่กระจายกันต่อเอง ถึงแม้ไม่เปิดเผยว่ารองเท้ารุ่นนั้นขายไปได้กี่คู่ แต่ผมว่าประสบความสำเร็จทีเดียว
หรือแม้กระทั่งล่าสุดที่ Samsung จับเอาแกะนับร้อยๆตัวมาติด LED แล้วต้อนฝูงแกะบนเขาตอนกลางคืนให้ดูเหมือนว่ากำลังเล่นเกมส์ pong ในยุคเก่า หรือนำมาเรียงกันเป็นรูปโมนาลิซ่า แม้กระทั่งทำเป็นรูปพลุสวยๆ แล้วโชว์ว่าใช้เทคโนโลยี LED รุ่นใหม่ของ Samsung แล้วไอ้ LED แบบนี้ก็มีอยู่ใน LED TV รุ่นใหม่ของเรานะ คลิปนี้ก็มีคนดูไปกว่า 6 ล้านครั้งในไม่กี่สัปดาห์แล้ว สร้างสรรค์มากจริงๆ
บ้านเรานะไม่ใช่เมืองนอก จะสำเร็จเหรอ
สำหรับบ้านเราการทำการตลาดในรูปแบบวิดีโออาจจะเพิ่งเริ่มไม่เท่าไร แต่การที่จะทำให้คนเห็นคลิปนั้นเป็นแสนๆล้านๆครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก ลองดูอย่างคลิป “Phoenix สื่อรัก มช.” ที่โชว์ลีลาของน้องนักศึกษาที่ทำการจัดส่งดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานี้ โดยมีการเต้น ร้องเพลง ดูแล้วสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะที่ Youtube คลิปนี้มีคนดูผ่าน 5 แสนครั้งไปแล้วในเดือนเดียว
ถ้าผมเป็นเจ้าของสินค้า เช่น ร้านดอกไม้ ของขวัญ ผมอาจจะติดต่อน้องๆกลุ่มนี้ให้ไปบริการลักษณะนี้กับลูกค้าเจ้าสำคัญๆ โดยอาจจะทำการบ้านหน่อยว่าลูกค้าคนนั้นชอบเพลงไหน ศิลปินใด เพื่อให้เกิดความประทับใจมากยิ่งขึ้น แล้วถ่ายคลิปมาเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ รับรองว่าใครก็อยากเข้ามาซื้อสินค้ากับคุณ ถึงแม้อาจจะไม่ใช้บริการน้องๆกลุ่มนี้ไปส่ง แต่เป็นเพราะลูกค้ารู้ว่าใช้บริการของคุณแล้วมันแตกต่าง มันเหนือกว่า มันประทับใจกว่ามาก
สรุป
การทำการตลาดผ่าน Social Media นอกจากจะต้องกำหนดว่าจะทำเพื่อชูอะไร สินค้า? บริการ? แบรนด์? ให้ชัดเจนแล้ว มันก็ยังไม่ใช่แค่เพียงการทำคลิป ทำบทความ ทำเนื้อหาอะไรสักอย่างแล้วโยนขึ้นอินเตอร์เน็ต โดยหวังว่ามันจะมีคนเข้ามาดู ชอบ และส่งต่อๆกันไป
แม้สิ่งที่ยากมากแล้วก็คือการหาไอเดียที่ใช่ เนื้อหาที่น่าสนใจ เนื้อหาที่โดน แล้วดูไม่ได้เป็นการยัดเยียดสินค้าจนเกินไป ยังจะต้องคิดเผื่อว่าเขาดูแล้วจะส่งต่อไหม ไม่ใช่ดูจบก็จบไป ประทับใจมากๆแต่ไม่ส่งต่อ ไม่บอกต่อ แบบนี้ก็มีอยู่เยอะ แต่งานที่ยากกว่าจึงเป็นการที่ทำให้มันเกิด ทำให้มันติด ทำให้มันเป็นกระแส ซึ่งเราอาจจะต้องวางแผนเพิ่มเติมด้วยการส่งเนื้อหาที่ทำนี้ไปให้ตรงจุดมากขึ้น ถึงกลุ่มมากขึ้น
บางครั้งอาจต้องปั่นกระแสในตอนแรกขึ้นมาให้ติดให้ได้ แล้วใช้การวางแผนที่ดีนำพาให้กระแสนั้นให้ติดไปเรื่อยๆให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ที่สำคัญ การทำการตลาดผ่าน Social Media ไม่ใช่แค่การเลือกใช้สื่อใดสื่อหนึ่งหรือทางในทางหนึ่ง แต่เป็นการใช้สื่อทุกสื่อ เครื่องมือทุกเครื่องมือที่มีประกอบกัน ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และควรทำการวัดผลว่าลูกค้าที่เข้ามานั้นผ่านมาจากทาง Social Media หรือไม่ เพื่อการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อๆไป
ท้ายที่สุด อย่าไปกังวลกับผลของมันจนมากเกินไป ทำให้มันสนุก ทำให้คุณเองก็ชอบ แล้วมีความสุขกับการทำการตลาดแบบนี้ดีกว่า.

ที่มา manager.co.th

สมัครสมาชิก ฟรี!

Email:
Name:

Polls

ฺท่านรู้จักเว็บไซต์ www.TARADedu.com จากที่ไหน

View Results

Loading ... Loading ...

Widget